วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2554

3 วิธีรวยกับ SEO นอกจากที่รู้ๆ กัน

เมื่อกี้ นี้ผมกำลังพิมพ์ไทเทิ้ลนี้อยู่ “3 วิธีรวยกับ SEO” แต่ก็เผอิญอีกเช่นกันที่ผมดันพิมพ์เร็วไปหน่อย พิมพ์ผิดจาก O เป็น X – มันเลยกลายเป็น 3 วิธีรวยด้วย SEX…. เอาล่ะ นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะมาเล่านี้วัน แต่สิ่งที่ผมจะมาบอกในวันนี้ก็คือวิธีทำมาหากินจาก SEO
หลายคนรู้วิชา SEO แต่ก็ได้แต่เอาไปทำ AdSense, Affiliate ที่พอไม่สำเร็จรอไม่ไหว ก็ต้องทิ้งวิชา SEO ไปโดยเสียเปล่าโดยลืมไปว่ามันยังมีวิธีหากินที่รุนแรงและทำเงินได้มากมาย อื่นๆ อีกหลายวิธีจากการมีความรู้เรื่อง SEO เล็กๆ น้อยๆ ไม่ต้องขั้นเทพหรอกครับ เรื่อง SEO ถ้ารู้นิดเดียว แต่ถ้าเทียบกับคู่แข่งคนทำเว็บอื่นๆ ในประเทศไทยที่ส่วนใหญ่ยังใหม่ในเรื่องนี้ ก็เท่ากับว่าเรารู้มากพอแล้วล่ะ
สูตรการทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในยุคนี้สำหรับผมแล้วคือ WordPress + Plugin SEO + Set Permalink + Sitemap + โดเมนเนม .com + ใส่บทความที่ไม่ซ้ำใครซัก 2-3 อาทิตย์ แค่อาทิตย์ละ 3-4 บทความเท่านั้น = Google หน้า 3 > หน้า 2 ได้สบายๆ ภายในเวลาไม่ถึงเดือน ที่เร็วขนาดนี้ผมหมายถึงตลาดออนไลน์ไทยนะครับ อย่าเข้าใจผิด เพราะตลาดออนไลน์คู่แข่งเว็บในไทยแล้วล่ะก็ยิ่งง่ายมากใช้เวลาน้อยกว่าตลาด อินเตอร์มาก การบุกตลาดไทยด้วยการทำ SEO นี่เองที่หลายคนลืม เพราะมัวแต่หาเงินเข้าประเทศกันเพลินไปหน่อยจาก Affiliate, AdSense หรือมัวแต่คิดถึงแต่การหากินกับเว็บ Affiliate เดิมๆ
เอาล่ะถ้าคุณสนใจจะหารายได้เสริม หรืออกหักจาก Affiliate ต่างๆ จากต่างประเทศ ลองหันมาบุกตลาดทำเงินในไทยบ้างก็ไม่เห็นเสียหาย เพราะสุดท้าย ขายของให้คนไทย คุยกันคนไทยกันเอง ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนถนัดกันอยู่แล้ว ใช่ไหมล่ะครับ นอกจากนี้ก็จะมีวิธีการหากินอีกมากมายด้วยการเป็นตัวกลางการค้า เพียงคุณเปิดร้านออนไลน์ ติดต่อสินค้าจากจีนให้เขาส่งสินค้าให้ เท่านี้ก็รวยได้ด้วย SEO แล้วล่ะครับ
เอาล่ะครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลา ต่อไปนี้คือวิธีหาเงินอื่นๆ ของผมจากการทำ SEO ด้วยเว็บที่เจาะกลุ่มลูกค้าคนไทย และทั่วโลกจากการเป็นพ่อค้าคนกลาง ทั้ง 3 วิธี:

1. ทำบล็อก E-Commerce ไทยขายสินค้าจากจีน

ด้วยคีย์เวิร์ดสินค้า Gadget Electronic ต่างๆ แล้วรับสินค้ามาขายในไทยจากโรงงานที่จีน ที่ขายราคาส่งถูกแสนถูก ทำกำไรได้ 150%-200% สบายๆ สินค้าพวกนี้หาได้ง่ายๆ จาก Tradekey.com, Made-In-China.com และ Alibaba.com ลองเข้าไปแล้ว Browse หรือ Search ดูจะเกิดนิมิตเอง หรือถ้าอยากรู้ว่าสินค้าอะไรขายดีก็ไปดูที่ eBay จากจำนวน Bid สินค้าก็จะรู้เองว่าตอนนี้อะไรขายดี แล้วค่อยมาหาตามเว็บที่ว่าก็อาจจะช่วยประหยัดเวลาการค้นหาได้มาก
นอกจากนั้นก็มีการฟอร์มว่าตัวเองเป็นโรงงาน แล้วรับสินค้าจากโรงงานจีนอีกทีก็มีให้เห็นมากมาย มีสินค้าอยู่ตัวหนึ่งที่ผมขายอยู่ (บอกได้แค่เป็นเครื่องไฟฟ้าชนิดหนึ่ง) ทั้งๆ ที่ในจีนมีโรงงานที่ทำสินค้านี้แค่ 7 โรงงาน แต่ใน Tradekey.com มีผู้ขายสินค้าตัวนี้เป็นร้อยๆ เจ้า ส่วนใหญ่อ้างว่าตัวเองเป็นโรงงานด้วยซ้ำ แถมยังทำตลาดได้ดีกว่าตัวโรงงานเองซะอีก เผลอๆ จะรวยกว่าโรงงานด้วย เพราะตัวเองแค่ทำ SEO ทำเว็บ ไม่ต้องลงทุน ไม่เสียภาษี ไม่ต้องแบกค่าใช้จ่ายอะไรเลย การค้าออนไลน์นี่มันช่างสุดยอดจริงจริ้ง

2. โฆษณาสินค้าเพื่อ Drop Shipping ไปทั่วโลก

วิธีนี้สำหรับเว็บ Inter จากเว็บที่เป็นแหล่งหาโรงงานสินค้าจากจีนที่ว่าไปตอนต้น คุณรู้หรือไม่ว่ามีโรงงานมากมาย พร้อมที่จะส่งสินค้าไปทั่ว โลกให้คุณในราคาส่ง โดยที่ไม่บังคับว่าคุณต้องสั่งสินค้าครั้งละมากๆ เลย (ไม่มี Minimum Order Quantity หรือ MOQ)ไม่ต้อง Stock ของ ไม่ต้องจ่ายเงิน แค่หาลูกค้ามาซื้อสินค้า แล้วคุณก็สั่งสินค้าโดยตรงจากโรงงานจีนต่างๆ ที่คุณไว้ใจ ที่คุณคุยแล้วเห็นเว็บแล้ว โทรตรวจสอบแล้วว่าไว้ใจได้ แต่จะไว้ใจได้ยิ่งกว่าถ้าโรงงานนั้นๆ เป็น สมาชิกประเภทจ่ายเงิน (gold member) ของเว็บ Tradekey.com, Made-In-China.com และอะไรพวกนั้น รับรองเชื่อถือได้แน่นอน (แต่ผมไม่ขอบอกนะครับ คุณต้องหาเอง จะได้รู้จักระวังได้เองต่อๆ ไป)
คุณอาจจะคิดว่าผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าวิิธีนี้จะหาเงินได้จริง ไม่หรอกครับ ผมถึงบางอ้อก็ตอนช้อปปิ้งออนไลน์จากประเทศแถวๆ บ้านนี้เอง เช่น คุณเปิดเว็บขึ้นมา ใส่สินค้าเครื่องไฟฟ้าจากโรงงานที่คุณ Deal ไว้เต็มร้าน แต่เว็บคุณแค่ทำหน้าที่แค่เป็นหน้าร้านที่มีโรงงานจากประเทศจีนคอยส่งสินค้า ให้คุณ ทุกครั้งที่ขายได้ คุณก็ได้ส่วนต่าง และส่วนต่างที่มากซะด้วย ถ้าคุณเลือกโรงงานที่ขายส่งได้ถูกมากๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ต้องถูกอย่างแล้วเพราะก็รู้ๆ กันอยู่ โรงงานประเทศจีน แข่งการค้ากันจนแทบจะเหยียบกันตาย

3. สร้างเว็บ/ บล็อกนายหน้า

วิธีนี้คุณแค่ทำเว็บแล้วก็ต้องใช้โทรศัพท์บ่อยหน่อย เพราะมันคืออาชีพการเป็นนายหน้าให้สินค้าหรือบริการสำหรับคนไทย ซึ่งคุณจะต้องหาเองว่าในไทยนี้มีอาชีพนายหน้าอะไรกันบ้างที่ให้เงินดี หาว่ามีบริการหรือสินค้าอะไรในไทย ที่รับนายหน้าหรือรับคนทำ Affiliate บ้าง สุดท้ายคำว่า Affiliate ก็คือนายหน้านั่นเอง แต่คราวนี้เรามาประยุกต์ใช้กับสินค้าห้างร้าน หรือบริการที่อยู่ในไทย เช่น ซื้อขายรถมือสอง บ้านมือสอง ที่ดินมือสอง….(ผมบอกใบ้ได้แค่นี้นะครับ ผมไม่อยากเป็นสาเหตุให้หม้อข้าวคนอื่นถูกทุบ)
วิธีทำก็แค่จดโดเมนเนมชื่อไทยชื่อนั้นด้วย .com จากนั้นก็ทำบล็อกด้วยกลยุทต์ SEO จากวิธีง่ายๆ ที่ผมบอกไป WP + SEO Plugin + Unique Content ภาษาไทยที่ให้ความรู้เกี่ยวกับคีย์เวิร์ดหรือตลาดที่ทำ จากนั้นรอให้ติดอันดับ Google ซึ่งไม่น่าจะเกิน 1 เดือน ถ้าบทความคุณน่าอ่าน มันจะขึ้นไปหน้าแรกได้เลย ที่เหลือก็รอนั่งรับโทรศัพท์ลูกค้า จากนั้นเมื่อลูกค้าโทรมา คุณก็โทรไปยังแหล่งเงินแหล่งสินค้าที่คุณทำงานให้เขา แล้วรอรับเงิน วิธีนี้จากรายได้เสริม ก็อาจเป็นรายได้หลักได้ภายในเวลาไม่ถึงปี
อย่าลืมว่า การทำ SEO ก็ไม่จำเป็นต้องมีบล็อกของตัวเอง ก็ได้ ยังมีเนื้อที่เว็บฟรีๆ ให้ใช้ได้มากมาย ลองค้นใน Google คุณก็จะพบเอง ด้วยการใช้วิธี SEO คุณก็จะสามารถใช้เนื้อหาฟรีๆ เหล่านั้นหากิน ทำอันดับ Google ได้เช่นกัน เหมือนกับที่คนไทยมากมายกำลังทำกันอย่างไม่เข้าใจเรื่อง SEO แต่ก็ทำกันได้ และหาเงินกันได้ ลองนึกดูว่าถ้าคุณรู้เรื่องเรื่อง SEO เช่น การฝากลิงก์ และเรื่องบทความ คุณก็แน่ใจได้เลยว่า คุณจะเอาชนะคู่แข่งได้อีกเป็นพันเป็นหมื่นได้ง่ายบน Google (วงการออนไลน์ไทยนะครับที่ผมพูดถึงนี้)
เอาล่ะครับ ถ้าอ่านแล้วยังไม่เข้าใจ แสดงว่าคุณยังไม่พร้อมที่จะรวย ผมบอกได้แค่นี้แหละ แต่ถ้าวันใดๆ อ่านแล้วอ่านอีก แล้วถึงบางอ้อได้ นั่นแหละถึงเวลารวยของคุณแล้ว วันนี้ฝากไว้แค่นี้ก่อนครับ ถ้าคนเรานั่งคิดถึงเรื่องการหาเงิน ทางสว่างมันก็จะบังเกิดเองครับ รับรอง (แต่ต้องสุจริตเท่านั้น)
บทความนี้บอกตรง ๆ ว่าผมก๊อบมาทั้งดุ้นจริง ๆ เนื่องจากตัดใจเอาออกไม่ไ้ด้สักประโยค จะรีไรท์ (ขโมยบทความ ในสมองชาวบ้านว่างั้น ไม่ดี ๆ อย่าทำ) ก็คงทำไม่ได้ สีมือไม่ถึงจริง ๆ
บทความนี้เป็นของ Blog http://www.digitalmoneylife.com/ ของคุณอนุชาถ้าพวกคุณอยากได้ครวามรู้เกี่ยวกับ การหาเงินทางอินเตอร์เน็ตที่มัน Advance กว่าบอร์ด เสียวสมุทรปราการนี่แล้วละก็ จงตามลิงค์ไปเถิด ผมรับประกันว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

รู้จักกับ Amazon Bestsellers

หลังจากผมแวะรายทางไปกับเรื่องของ Hostgator ซะหลายวัน แต่ผมคิดว่ามันคงเป็นประโยชน์สำหรับ ท่านที่ต้องการเช่าโฮสเพื่อทำ Amazon,Adsense และ Affiliate เจ้าอื่น ๆ ในสายที่ต้องมีการลงทุนนิดหน่อยก่อนซึ่ง ผลตอบแทนมันก็ต้องได้มาไวกว่าแบบทำฟรีแน่นอนครับ (แต่ผมไม่ได้บอกว่ามันมากกว่า มันอยู่ที่กลวิธีการทำ)
แต่ก่อนที่เราจะมาต่อกันที่ขั้นตอนการทำเงินกับ Amazon แบบไม่ต้องควักกระเป๋าเลยสักแดง…
ผมอยากแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ Amazon Bestsellerซึ่งมันจะทำให้ทุกท่านได้เข้าใจระบบการทำงานของ เว็บไซต์ Amazon.com ได้มากขึ้น
ผมไม่อยากให้ทุกท่านข้ามขั้นตอนนี้ไปเด็ดขาดเนื่องจากว่า ถ้าท่านจะทำเงินกับเค้าก็ควรรู้ระบบ ตื้นลึกหนาบางของที่นั่นก่อนแล้วไอ้วิธีที่ผมจะสอนนี้มัน ทำให้เราได้อยู่ในโลกของ Amazon เพื่อศึกษาโดยไม่เสียประโยชน์แถมยังง่ายเสียด้วย
หลักการประสบความสำเร็จในการทำขายสินค้า ไม่ว่าจะเป็น Amazon,Adsense หรือ Affiliate เจ้าอื่น ๆ ก็คือสินค้าครับ เราต้ิองเข้าใจในตัวสินค้า และหาให้เจอว่าตลาดต้องการอะไรเพื่อนำความต้องการนั้น ๆ มาเติมเต็มให้ลูกค้าเราเราก็จะประสบความสำเร็จผมจะยกตัวอย่างดังนี้
  • Amazon สินค้าคือ ตัวสินค้าที่เรานำมาเลือกทำขาย
    Amazon Bestsellers
    Amazon Bestsellers
  • Adsense สินค้าคือเรื่องที่คนสนใจ ยิ่งคนสนใจมากแสดงว่าสินค้าเรามีคุณภาพ ซึ่งรูปธรรมของสินค้า Adsense คือ Keyword ครับ เรื่องการหาหรือ ตรวจสอบคีย์เวิร์ดดี ๆ  ตามไปที่นี่เลยครับ  ประเภทของ Keywords ซึ่ง เรื่องของ Keyword นี่เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกันยาวเลยทีเดียว เพราะถ้าคุณจะหาเงินในอินเตอร์เน็ต คุณจะต้องเข้าใจมัน เหมือนคุณเข้าใจตัวเองแล้วคุณจะประสบความสำเร็จอย่างสูง มีเวลาผมจะมาต่อเรื่องคีย์เวิร์ดแล้วกันกลับไปที่เรื่องของเราก่อนครับ
  • Affiliate เจ้าอื่น ๆ สินค้าคือสิ่งที่เราหยิบจับมาขาย อย่างเช่น โฮส ขายโฮสแล้วได้ค่าคอมประมาณนี้ ซึ่งก็หนีไม่พ้นเรื่องคีย์เวิร์ดอยู่ดี ว่าคำไหนมีคนค้น จริง ๆ แล้วค้นอย่างเดียวไม่พอ ต้องค้นแล้วซื้อด้วย เพราะคีย์เวิร์ดบางตัวค้นอย่างเดียวแต่ไม่ซื้อ
เอาละทีนี้เมื่อเข้าใจตรงกันแล้วว่าคีย์่ของความสำเร็จคืออะไร ผมก็จะบอกลายแทงของอเมซอนแล้วกัน สิ่งที่ทำให้คนขายอเมซอนขายของได้คือ ขายของที่มันเคยขายได้แล้วขายดี
เวลาผมจะเข้าไปหาของมาขาย ผมจะไปที่ Bestseller ของ Amazon Amazon Bestsellers แล้วก็วิเคราะห์ว่ามีสินค้าอะไรน่าสนใจแล้วจึงเลือกมาทำตลาด โดยมีขั้นตอนง่าย ๆ โดยผมจะวิเคราะห์จากสี่ข้อดังต่อไปนี้
  1. in Stock มีัสินค้าอยู่ในโกดังของ Amazon เมื่อลูกค้าสั่งแล้วจะมีของส่งให้ทันที ส่งเร็วก็ได้ค่าคอมเร็วครับ
  2. Free Shipping สินค้าตัวนี้ส่งฟรีครับ ของฟรีใครก็ชอบ ยิ่งคนที่ Shopping ผ่านอินเตอร์เน็ต ก็ไม่อยากขนของอยู่แล้ว เมื่อส่งฟรีเค้าก็ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น (มีข้อสังเกตุอยู่อย่าง เมืองไทยของที่ขายทางอินเตอร์เน็ตต้องเป็นของเล็ก ๆ ที่ไม่ต้องดูลายละเอียดมาก อย่างเช่น ที่ทารักแร้เต่าเหยียบโลก ถุงยางโอกามิ แต่เมืองนอกของที่ขายได้ส่วนใหญ่จะเป็นของใหญ่ ๆ ที่ไม่สามารถเอาเข้ารถเก๋งได้อย่าง HDTV เพราะเค้าขี้เกียจขนนั่นเอง)
  3. Customer rating ที่เป็นรูปดาวนั่นละครับยิ่งมีเยอะ แสดงว่าคนที่ซื้อไปแล้วได้รับความพอใจมาก มันเป็นตัวที่ช่วยให้ลูกค้าเราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
  4. Customer reviews จำนวน คนที่มาแสดงความคิดเห็น และให้่คะแนนกับสินค้าชิ้่นนี้ครับ ยิ่งจำนวนคนมาแสดงความคิดเห็นมาก ยิ่งน่าจับสินค้าตัวนี้มาโปรโมตครับ แสดงว่าได้รับความนิยมสูงและมันยังเป็นเครื่องการันตีด้วยครับว่า กระแสความต้องการของสินค้าชิ้นนี้มีมากน้อยเพียงใด
Amazon Bestsellers
Amazon Bestsellers
สำหรับเมื่อก่อนตอนที่ผมเริ่มหัดทำ Amazon นั้นช่วงที่ผมท่องไปในหน้า Amazon Bestsellers นั้นผมไม่เคยได้อะไรนอกจากความรู้และเทรนสินค้าต่างๆ แต่ณ.ปัจจุบันคุณสามารถเริ่มทำเงิน กับ Amazon.com ตั้งแต่คุณเริ่มศึกษาเลยทีเดียว แถมวิธีดังกล่าวยังฟรีอีกด้วย พวกคุณนี่ช่างโชคดีซะจริง ๆ (ถ้ารู้วิธีมันนะ)
บทความหน้าผมจะมาไขให้ครับว่า ต้องทำยังไง หาิเงินยังไงจากหน้า Amazon Bestseller ที่สำคัญไม่ต้องควักกะตังค์สักแดงเดียว ไปล่ะสวัสดีครับ

วิธีการเลือกสินค้า Amazon

วันนี้เรามาว่ากันเรื่อง การเลือกสินค้า Amazon กันดีกว่า ว่าเราควรขายสินค้าตัวไหน ตลาดไหน ช่วงเวลาไหน ก่อนอ่านบทความนี้ผมอยากให้ย้อนไปอ่านบทความเรื่อง รู้จักกับ Amazon Bestseller กันก่อน
เรื่องการทำความรู้จักกับ Amazon Bestseller นั้นเป็นสิ่งจำเป็นถึงจำเป็นมากที่สุดในการทำตลาดขายสินค้ากับ Amazon เนื่องจาก Bestseller จะบอกให้เรารู้ได้ว่า เค้านิยมซื้ำอสินค้าอะไรกันในช่วงเวลานั้น ๆ แต่ Amazon Bestseller ก็ยังไม่ใช่ที่สุดของการเลือกหาสินค้ามาทำตลาด มาโปรโมตเนื่องจากยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายในการเลือกสินค้าที่ทำเงิน
สำหรับวิธีการเลือกสินค้าที่ทำเงินใน Amazon.com นั้นผมมีแนวทางหลัก ๆ คือ
  • สินค้านั้น ๆ ต้องเป็นที่ต้องการของตลาด คือเราจำเป็นจะต้องเลือกสินค้าที่มีคน ค้นหา และมีคนซื้อ และการซื้อนั้น ๆ จะต้องเกิดขึ้นบนอินเตอร์เน็ต
  • สินค้านั้น ๆ ต้องมีคู่แข่งที่ไม่เยอะจนเกินไป ซึ่งข้อนี้จะคัดง้างกับข้อแรกอย่างรุนแรง เนื่องจากสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาด ก็จำเป็นต้องมีคู่แข่งมากตามไปด้วย แต่เนื่องจาก Amazon มี สินค้าให้เลือกทำตลาดมากมายเหลือเกิน จึงไม่เป็นการยากเกินไปนัก ที่จะหาสินค้าที่เข้าหลักเกณฑ์ทั้งสองข้อได้ ก็คือสินค้าที่เป็นนิช คือ มีคนค้นหา มีคนซื้อ และที่สำคัญ คู่แข่งน้อย
  • สินค้าต้องมีราคาถูก หรือไกล้เคียงกับเว็บไซต์อื่น ๆ และเงื่อนไขในการส่งสินค้าต้องรวดเร็ว มีสินค้าอยู่ในสต๊อค (หลัง ๆ นี่ผมพบปัญหาบ่อยคือสินค้า ที่ถูก Order มาค้างไว้ แต่ไม่ถูกส่งออกไปให้ลูกค้า ทำให้เราไม่ได้ค่าคอมมิสชั่น)
  • สินค้านั้น ๆ จะต้องเป็นสินค้าที่ “ถูกที่ ถูกเวลา” ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้เป็นหน้าหนาวของฝั่งอเมริกา หิมะตก ผมจะไม่สนใจร้านขายกล้องถ่ายรูปเ่ลย เนื่องจากผมเข้าใจว่า คงไม่มีใครมีอารมณ์ท่องเที่ยวสักเท่าไร และความต้องการในการซื้อกล้องถ่ายรูปก็คงน้อยตามไปด้วย ดังนั้นถ้าร้านขายกล้องถ่ายรูปจะขายไม่ได้ผมก็จะปล่อยมัน เอาเวลาไปทำ SEO ให้กับร้านขายรองเท้าใส่ลุยหิมะดีกว่า (ตัวอย่างเท่านั้นนะครับ)
และการเลือกสินค้า Amazon ยังแบ่งแยกย่อยได้อีกสามกลุ่มด้วยกันคือ
  1. สินค้าราคาถูก กลุ่มสินค้าพวกนี้จะเป็นสินค้าประเภท CD,DVD,หนังสือ,ของใช้ในบ้าน ราคาไม่ถึง 100 USD สินค้าในกลุ่มนี้จะขายค่อนข้างง่าย และขายได้เยอะ โดยที่จะทำตลาดสินค้ากลุ่มนี้เพื่อเร่งจำนวนสินค้า เพื่อให้ค่าคอมมิสชั่นที่ได้มีค่าสูงขึ้น เนื่องจาก รูปแบบของ เปอร์เซ็นต์ ค่าคอมมิสชั่นของ Amazon จะจ่ายแบบเป็นลำดับขั้น กล่าวคือ Amazon จะเพิ่มค่าคอมมิสชั่นให้ตามจำนวนสินค้าที่ขายได้ โดยไม่สนใจว่าสินค้านั้น ๆ จะมีราคาเท่าไร โดยการคิดค่าคอมมิสชั่นจะเริ่มต้นที่ 4% – 8.5% ่ของราคาสินค้า ดังตารางด้านล่าง
    Referral-fee Rates Amazon
    Referral-fee Rates Amazon
  2. สินค้าราคาแพง แต่ไม่ใช่สินค้าที่เป็น Electronic Product สินค้าที่ขายราคาจะประมาณ $150 ขึ้นไป สินค้ากลุ่มนี้จะขายยากหน่อย แต่ถ้าขายได้ในขณะที่คอมมิสชั่นเราอยู่ในเรทสูง ๆ ล่ะก็หายเหนื่อยเลยครับ
  3. สินค้าประเภท Electronic Product โดยสินค้าประเภทนี้จะจ่ายค่าคอมมิสชั่นแบบ Classic Fee Structure กล่าว คือจะจ่ายค่าคอมมิสชั่นเพียง 4% ตายตัวไม่มีเพิ่มแม้ว่าจะขายสินค้ากี่ชิ้นก็ตาม แต่ข้อดีของสินค้ากลุ่มนี้คือเป็นสินค้าที่ขายง่าย ขายออกเร็วส่งเร็ว ถึงแม้ว่าไม่มีลุ้นกับค่าคอมมิสชั่นที่มากขึ้น ผมก็ยัีงต้องขายมันอยู่ดี
สำหรับผมแล้วผมเลือกทำสินค้าทั้งสามตลาดครับ ให้สินค้าราคาถูกเพิ่มคอมมิสชั่นให้เรา และให้สินค้าราคาแพงทำยอดเงินต่อชิ้น สุดท้าย สินค้าอิเล็กทรอนิคส์ ที่ยังไงก็ขายได้ ..

การขายสินค้า Amazon แบบ ไม่เสียเงิืนสักแดง

astore
astore
บทความที่แล้วผมกล่าวถึงการทำเงิืนกับการขายสินค้าให้ Amazon โดยแบ่งออกเป็นสองแบบใหญ่ ๆ คือ
  1. การขายสินค้า Amazon แบบไม่ลงทุนสักแดงเดียว
  2. การขายสินค้า Amazon แบบมีเงินลงทุน
โดยการขายสินค้าทั้งสองแบบจะต้องอาศัยการทำอันดับใน เสริชเอ็นจิ้น หรือ SEO เข้ามาช่วย แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่เป็นการขายสินค้าให้ Amazon โดยไม่ต้องทำ SEO แต่เป็นการขายสินค้าที่ลงทุนสูงแต่ถ้าคุณพบช่องทางแล้ว ลงทุัน 100 อาจได้กลับมา 500 เลยก็ได้ ซึ่งวิธีนี้เรียกว่า PPC หรือ การทำ PayPerClick แต่วิธีนี้ผมจะไม่กล่าวถึงมากเนื่องจากผมทำไม่เป็น ถึงจะทำเป็นก็ไม่เชี่ยวชาญพอที่จะบอกใครได้ เอาล่ะเรามาว่ากันว่าแต่ละแบบเป็นอย่างไร
การขายสินค้า Amazon แบบไม่ลงทุนสักแดงเดียว
เป็นการขายสินค้าโดยอาศัยเครื่องมือของ Amazon ให้มาและการขายสินค้าด้วยเครื่องมือฟรีต่าง ๆ ในอินเตอร์เน็ตที่เอื้ออำนวย เช่น astore ของ Amazon เอง ดั่งเช่นในรูป หรือ ใช้ blog ฟรีที่ยินยอมให้เราทำเพื่อการค้าเช่น Blogger ของ Google เอง แต่ทั้งสองแบบนี้ถึงจะฟรี แต่เชื่อไหมครับว่ามีคนมีรายได้หลายแสนบาทต่อเดือน จากการทำการตลาดด้วยรูปแบบนี้
การขายสินค้า Amazon แบบมีเงินลงทุน
การขายสินค้าแบบนี้มีแยกย่อยอีกหลายแบบ แต่อนุมาณเป็นรูปแบบกว้าง  ๆ ได้สองแบบคือ
  1. แบบทำ SEO อาศัยช่องทางของ Search Engine เป็นช่องทางกระจายสินค้า ออกสู่ีสายตาของลูกค้าเพื่อผลทางการตลาด
  2. แบบไม่ต้องทำ SEO หรือ PPC เป็นการยอมจ่ายเงินค่าโฆษณา เพื่อทำโฆษณาสินค้าที่เราต้องการจะขายเมื่อขายได้แล้ว เอาราคาคอมมิสชั่นที่เราได้มาหักออก จากค่าโฆษณาที่เราจ่ายไปก็จะเหลือเป็นกำไร วิธีนี้เป็นวิธีที่ทำง่าย ได้เงินเร็ว แต่ก็มีความเสี่ยงในการขาดทุนเช่นกัน แต่มันก็ไม่ใช่ว่าไม่น่าทำเพราะความเสี่ยงต่าง ๆ มันควบคุมได้ด้วยตัวเราเอง ถ้าคุณเป็นเซียน PPC คุณก็ “โครตรวย” ได้ด้วยเงิืนเพียงน้อยนิด
- อนึ่งอเมซอนประกาศออกมาว่าห้ามทำการตลาดแบบ PPC เพื่อส่งสินค้าไปที่ Amazon โดยตรง แต่ยังมีการทำโดยการส่งสินค้าไปหน้า Landing Page ของตัวแทนขายที่สร้างขึ้นก่อนจะนำลูกค้าไปที่ Amazon.com อีกต่อหนึ่ง และ สำหรับเว็บไซต์ Amazon อื่น ๆ ที่อยู่นอก อเมริกาและ แคนนาดาแล้ว วิธี PPC ยังคงทำได้ตามปกติ ทั้งสองรูปแบบผมจะอธิบายด้วยภาพเพื่อความเข้าใจง่าย
Landing Page Amazon
Landing Page Amazon
Non Landing Page Amazon
Non Landing Page Amazon
แต่ในสิ่งที่ผมจะกล่าวใน Blog เสียวสมุทรปราการนี้ คงจะเน้นไปที่การทำ SEO ซะเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากบ้านผมจนไม่มีเงิืนลงทุนมาก ๆ และ ไม่เชี่ยวชาญเรื่องเกี่ยวกับ PPC ขนาดสอนหรือบอกใครได้
สิ่งที่จำเป็นในการทำเงินกับ Amazon.com แนวทางแรก ไม่ต้องใช้เงินทุน( aStore และ Free Blog )
  1. ความตั้งใจจริง แน่นอนครับ สิ่งแรกที่จำเป็นต้องมีเนื่องจากเราทำเงินกับการทำ SEO ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่างกว่าที่สินค้าเราจะออกไปสู่สายตาของลูกค้าจนเกิดการซื้อเกิดขึ้น ต้องมีความอึดพอสมควรแต่เมื่อมันดังและทำเงินแล้วก็ไม่ต้องคิดมากล่ะครับ
  2. บัญชีธนาคารกรุงเทพ เอาไว้รับเงินที่อเมซอนจ่ายให้ เป็นการจ่ายแบบ Direct Deposit หรือเข้าบัญชีให้เราโดยตรง
  3. คอมพิวเตอร์ + อินเตอร์เน็ต
  4. สายตากว้างไกลในการดูเทรนและตลาด (อันนี้เป็นคีย์แห่งความสำเร็จเลยครับ)
  5. แอคเค้าตัวแทนขายของ Amazon หรือ Amazon Associates (สมัครกับอเมซอน)
เอาละครับเมื่อสำรวจความพร้อมเรียบร้อยก็มาสมัคร Amazon Associates กันเลย แต่เดี๋ยวก่อน…………การสมัคร Amazon Associates คุณต้องมีเว็บไซต์หรือ Blog อะไรสักอย่างก่อน

จิตวิทยาการเขียนรีวิวสินค้า Amazon สำหรับ หมวด Customer Reviews

วันนี้ผมมี Amazon เทคนิคจากเพื่อนผมคนเดิมจากไทยเสียวบอร์ดมาฝากอีกแล้วครับ
Amazon เทคนิค] จิตวิทยาการเขียนรีวิว สำหรับ หมวด Customer Reviews
ในตลาด Amazon ตอนนี้ มีหลาย Script ที่มีคุณสมบัติ ที่สามารถใส่ Customer Reviews Article ได้
หลายคนถามว่า ทำไมต้องใส่เองด้วย ในเมื่อ API มันก็มีข้อมูลส่วนนี้ ให้ใช้อยู่
จิตวิทยาเขียนรีวิวสินค้า
จริง ๆ มันก็คือว่า ข้อมูลพวกนั้น ที่มากับ API มันเป็นข้อมูลที่ ใคร ๆ เขาก็ใช้กัน คนที่ต้องการซื้อสินค้า เมื่อใส่คำค้นหาลงไป ก็จะพบว่า มีเว็บที่ขายของจากอเมซอน
ขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ เกินกว่า 70%  นั่นจึงเป็นคำตอบว่า ทำไมเราต้องขวนขวายให้ได้มาซึ่งอันดับที่ 1 หรืออันดับต้น ๆ ก็เพราะว่าส่วนหนึ่งมาจาก
เมื่อเขาเปิดดูเว็บที่ 1 แล้ว เก็บข้อมูลใส่สมอง  จากนั้นจึงมาเปิดเว็บดูในอันดับถัดไป และเก็บข้อมูลใส่สมอง จากนั้นก็อันดับถัด ๆ  ไป
หากพบว่า ยิ่งอ่านไป ๆ ก็เจอแต่ข้อมูลซ้ำ ๆ หน้าเดิม ๆ รีวิวเดิม ๆ Comment แบบเดิม ๆ ความรู้สึกในมุมมองของผู้ใช้ ของเว็บที่อยู่ในอันดับท้าย ๆ คือ เว็บขยะ หรือเว็บไร้คุณภาพ
เพราะเขาจะรู้สึกโดยอัตโนมัติว่า เออ… ไปลอกเขามานี่หว่า… ถึงแม้ว่าเว็บอันดับต้นมันก็ลอกเขามาก็ตาม ดังนั้นหากเว็บเรา ตามอันดับเขาอยู่ ก็แนะนำว่า ควรเขียน Reviews เองครับ….
ดังนั้น หากคิดจะเขียน Customer Reviews ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผมก็มี แนวทางแนะนำดังนี้ครับ
  1. เริ่มจาก เล่าประสบการณ์แย่ ๆ จากการใช้สินค้าตัวอื่นมานิด ๆ หน่อย ๆ เช่น
  2. “….. เมื่อหลายเดือนก่อน ผมรู้สึกผิดหวัง กับ ทีวี ยี่ห้อ …… มากเนื่องจากมันไม่ตอบสนองการใช้งานของผม  และมัน … บลา  ๆ ๆ ๆ ”
  3. เริ่มตีหัวเข้าบ้าน
    “……. แต่เพื่อนของผมบอกให้ลองพิจารณาทีวี รุ่น… ยี่ห้อ…. และผมก็ตัดสินใจหาข้อมูลอยู่นาน…..”
  4. เริ่มขายของ
    “…… และเมื่อผมได้มันมาในครอบครอง ครั้งแรกผมประทับใจในรูปแบบการดีไซน์ที่สวยงามและน่าหลงไหล…..”
  5. ยาวไป ๆ
    ” …… และผมยังพบว่า มันตอบสนองการใช้งานของผมได้เป็นอย่างดี มันสามารถทำ นั่น นี่ นู่น และ โน่น…. ได้อย่างฉับไว …. ใส่ข้อมูลไปเยอะ ๆ “
  6. โม้ข้อดีของการมีไว้ (นึกถึง ทีวีขายของตอนดึก ๆ)
    “…. มันช่วยให้ลูก ๆ ผมอยู่ติดบ้าน และเราเป็นครอบครัวอีกครั้ง ภรรยาผม ได้ดูทีวีซีรี่ย์โดยไม่บ่นอีกเลย เพื่อน ๆ ผมก็แวะเวียนมาดูฟุตบอลบ่อย ๆ บ้านเราก็กลายเป็นที่รักของชุมชน แถมผมยังสามารถใช้ต่อ Computer ท่องโลก Cyber ในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมซื้อเครื่องนึงให้แม่ยาย ภรรยาผมประทับใจมาก และ แม่ยายก็ไม่ค่อยมาหาเราเหมือนแต่ก่อน (อันนี้ท่านก็ใส่ไปนะครับ)”
  7. สุดท้ายปิดการขาย
    “…. ไม่น่าเชื่อว่าทั้งหมดผมซ์้อมาในราคาแค่ …..$ จากร้าน…… หรือ ตาม link นี้ (ได้โปรดอย่าเอา Link นี้ไปเผยแพร่นะรู้แค่คุณกับผม – แน่ะ มีทำให้ดูลึกลับซะด้วย) ผมคิดว่า เจ้าทีวี…. เป็นของที่ทุกคนต้องมีไว้ติดบ้านเลยนะครับ (A must have item) เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก หากคุณจะมีไว้ซักเครื่องนึง

ภาพเพียงภาพเดียวอธิบาย SEO ทั้งหมด

มีบทความของฝรั่งที่น่าสนใจอธิบายการทำ SEO เป็นรูปภาพ และมีเพื่อน ๆ ในไทยเสียวบอร์ด นำมาแปลเป็นภาษาไทยและ มีเพื่อน ๆมาช่วยกันวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมให้มากมาย ผมเห็นว่ามีประโยชน์เลยนำมาฝากกัน (บางส่วนผมใส่ความเห็นของตัวเองลงไปด้วยนะครับ)
การทำ SEO
สรุปจากรูปภาพสั้นๆได้ใจความได้ 7 เรื่อง
  • เรื่องแรก Keyword Research
การแข่งขันในเรื่องของ keyword โดยส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับขนาดความยาวของคำ Long tail strategy คือ ยิ่ง niche ยิ่งคู่แข่งน้อย
เช่น หากเราจะขายเครื่องตัดหญ้า ก็ใช้คำว่า “เครื่องตัดหญ้า” แบบนี้จะเป็นคำกว้าง คู่แข่งเยอะ (จากรูปก็เช่นคำว่า SEO นั่นแหล่ะ)
หากจะใช้ Long tail คือ คุณ ระบุยี่ห้อไปเลย เช่น “เครื่องตัดหญ้า sony” (มีที่ไหนฟระ)
หรือจะให้แคบเข้าไปอีกก็ “เครื่องตัดหญ้า sony รุ่น ipad” คู่แข่งที่ทำ SEO ก็จะน้อยลง แต่คลิกจากที่คน search ก็จะน้อยลงตาม
แต่โดยทฤษฎี long tail นี้ จะมี conversion สูง
  • เรื่องที่สอง Site Architecture & Structure
จุดสำคัญมันอยู่ตรงนี้ครับ ถ้าบังเอิญหน้าเว็ปอื่นๆสำคัญกว่าเว็ปที่เป็นหน้าหลัก (Home Page) ของคุณ ดังนั้น คุณต้องแน่ใจว่ามันได้ลิงค์กลับไปยังหน้านั้น ๆ (ที่คุณคิดว่าเป็นหน้าสำคัญทำเงิน) ของคุณตลอดจนหน้าอื่นของเวป ไซต์คุณ ต้องจำไว้เสมอว่า Googleไม่ได้จัดอันดับที่ตัวเวปไซต์ (Website) แต่พวกเขาจัดอันดับหน้าเว็บเพจ (คือหน้าต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์)
คุณ HotelBestBuy เสริมมาให้ครับ
แต่ ขอเสริมว่า “Hierarchy” ก็มีความหมายนะ คือลักษณะการวางโครงสร้างเวบที่ลิงค์กันระหว่างภายในไซต์ หากลิงค์มั่ว PR มันจะไปกองในจุดที่เราไม่ต้องการ การไหลของ PR สำคัญยังไง ?
เช่น พวกหน้า cart (เวบขายสินค้า หน้าขายสินค้าก็ต้องมีลิงค์ไป cart) หากไม่ได้ทำ nofollow หรือ cloak link ค่า PR ของแต่ละเพจในเวบเรามันก็จะไปเทให้หน้าที่ไม่ได้ต้องการติด search อย่างหน้า cart นี่ได้ครับ
ดังนั้นพวกหน้า cart หรือหน้าทีี่ไม่ได้ต้องการติด search มันไม่ควรจะมี PR เราก็ใช้วิธีอะไรก็ได้เพื่อไม่ให้มันมี
ลักษณะ การลิงค์ที่ทำให้ PR ไหลที่ดีคือควรออกแบบไซต์ให้เป็นลักษณะ “โครงสร้าง” (Hierarchy) ตัวอย่างเช่น Thailand / Phuket / Patong / xxxhotel > แบบนี้คือโครงสร้าง ซึ่ง CMS ทั้งหลายก็จะแบ่งไว้ให้อยู่แล้ว
แต่เวลาทำ เวบ หน้า xxxhotel นี้มันก็อาจมีลิงค์จากหน้าของ category อื่นมาได้ เช่น Thailand / Spahotel / xxxhotel  เราก็ต้องบอกบอทว่า จะให้ xxxhotel นี่อยู่ในโครงสร้างไหน โดยการใช้ “breadcrumb” นั่นเองครับ
บอทมันจะได้เข้าใจ hierarchy ในเวบเราได้ง่ายขึ้นนั่นแหล่ะ เพราะบอทมันไม่ใช่คนมันเก็บแต่ลิงค์ มันไม่รู้หากเราไม่บอกมัน
  • เรื่องที่สาม Page Optimisation
ดูให้แน่ใจว่าคุณใช้ keyword อะไรใน URLs, หัวเรื่อง(title)ของหน้าเว็บนั้นๆ,tags ในหน้านั้น, ชื่อรูปภาพ, ส่วนของบทความ, ใส่ <h1><h2> หรือยัง, Image Alt attributes และใช้คำสั่ง bold(ตัวหนา) หรือ italic(ตัวเอียง) บน keyword ที่สำคัญไว้หรือยัง
  • เรื่องที่สี่ Link Building
ต้อง ดูให้แน่ใจว่ามีลิงค์อยู่ภายในเว็บไซต์ของท่าน เพราะบอทจะไปไม่ได้ถ้าไม่มีลิงค์ไปต่อ, โพสต์ตาม Blog ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ website ของท่าน, LinkBait, การซับมิทที่ directory ต่างๆ, การวิเคราะห์คู่แข่ง ประมาณรู้เขารู้เราอะครับ, ทำหน้า Profile ของท่านบนเว็บพวก Social,Pligg และ เว็บบอร์ดต่างๆ.  และอีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือ เชิญให้ทุกคนมาคอมเม้นต์เกี่ยวกับเว็บไซต์ของท่าน หรือการบริการของเว็บไซต์ท่าน Feedback อะครับ มันจะเป็นการดีอย่างยิ่งที่จะทำให้เว็บไซต์ของท่านดึงดูดคนเข้ามาชมเว็บไซต์ ของคุณมากขึ้น(Traffic)
  • เรื่องที่ห้า SEO Tactics
ทุก คนจะเห็นว่าในกราฟจะมีส่วนดีหรือไม่ดีใน SEO แต่สิ่งที่คุณควรมุ่งสนใจที่สุดคือ การสร้าง sitemap,การค้นหา keyword, แล้วก็เรื่องการปรับปรุงหน้าเว็บไซต์ของท่านตลอดเวลา หรือเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า อัพเดทข้อมูล,บทความ ตลอดเวลาตามแต่ลักษณะเว็บไซต์ของท่าน
  • เรื่องที่หก Linkbaiting & Social Media
แค่ คุณ tweet บน twitter หรือ แค่อัพเดทสถานะบน facebook ในบางครั้งมันก็สามารถดึงดูดให้คนเป็นล้านๆเข้าเว็บไซต์ของท่านได้ นั่นแหละคือพลังที่ยิ่งใหญ่ของ Social Media และขอให้ใช้มันอย่างฉลาดด้วย
  • เรื่องทีเจ็ด SEO vs PPC
มา ถึงข้อสุดท้ายละ จะอธิบายให้เข้าใจนะครับว่า จำนวนของ user ที่ คลิกบน search engine นั้นมากกว่า จำนวนคนที่มาจาก ลิงค์ของ PPC ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในบริการด้าน SEO นั้นคือ ความสม่ำเสมอของตัวท่านนั่นแหละในการทำ SEO
พี่ Kobsoft เพิ่มเติมให้อีกครับ ขอบคุณครับ
เพิ่มเติมคับ … ผมเห็นว่าเพื่อนหลายๆ อาจไม่ค่อยมีความรู้ภาษาอังกฤษ ก็มักจะงงกันอยู่เสมอเวลามีคนส่ง text อังกฤษมาให้อ่าน โชคดีที่คุณ Osawa แปลเป็นไทยให้ด้วย อันนี้ +1 ให้เลยคับ ถ้าให้ผมแปลให้เพิ่มเติมแบบเนื้อๆ ในอีกมุมมองนึงของวงการคนทำ SEO จริงๆ คงแปลให้ประมาณนี้คับ
  1. เวลาทำ SEO มักจำเป็นต้องมีคีย์หลักและคีย์รองเสมอ โดยที่คีย์หลักคือคำสั้นๆ และคีย์รองก็คือคำอื่นๆ ที่นำคีย์หลักมาผสม โดยส่วนมากแล้วคีย์รอง หรือนิชคีย์ มักจะสร้างรายได้ให้เราอยู่เสมอ
  2. SEO เป็นการทำอันดับเฉพาะเว็บเพจหน้าหนึ่ง หรือหน้าใดๆ ที่เราเลือกทำเท่านั้น ไ่ม่ใช่ทำหน้าเดียวแล้วอันดับจะขึ้นทั้งเว็บไซต์ (แต่จริงๆ ส่วนตัวจุดนี้ผมไม่เห็นด้วยคับ) และมีการทำ sitemap ที่ถูกต้อง หลายคนส่วนมากรู้แค่ว่า Sitemap คือ sitemap.xml แต่จริงๆ แล้วคำว่า sitemap เป็นการออกแบบโครงสร้างลิงค์ที่ถูกต้องคับ ไม่ว่าจะเป็นลิงค์จากแท็ก <a> บนหน้าเว็บเพจที่จะกระจายไปยังเว็บเพจอื่นๆ ภายในไซ์ (สำหรับมนุษย์) และการทำ sitemap (สำหรับ robots) ด้วยไฟล์ sitemap.xml, .xml.gz (google) หรือ feed (yahoo, bing) โดยที่การออกแบบ sitemap จริงๆ จะต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ในเนื้อหาที่โยงแต่ละหน้าด้วย ไม่ใช่แค่ทำให้ทุกหน้าลิงค์กันได้เพียงอย่างเีดียวเฉยๆ แต่ปัจจุบันคงไม่ต้องซีเรียสมากคับเนื่องจาก sitemap สำหรับโรบอทไม่ค่อยมีความสำคัญมากแล้ว เพราะ SE แต่ละค่าย เน้นความสำคัญกับ sitemap สำหรับมนุษย์มากกว่า
  3. ใช้แท็กต่างๆ ในการทำ SEO ให้ครบองค์ประกอบและถูกต้อง (จากประสบการณ์เีขียนเว็บรองรับ SEO ที่ผ่านมาของผมกล้าบอกได้เลยคับว่าตรงนี้สำคัญที่สุด ถ้าััจัดองค์ประกอบผิด การทำ seo ก็จะยากขึ้นด้วยเช่นกัน) หลายคนอาจรู้อยู่แล้วว่าในเว็บเพจแต่ละหน้าจำเป็นต้องมีแท็กอะไรบ้าง ก็เลยค่อนข้างซีเรียสกับแท็กต่างๆ มากเกินไป แต่หลายคนไม่รู้ว่า แท็กแต่ละอย่างที่ใส่ลงไปนั้น robots มีพฤติกรรม ในแง่ดี หรือร้าย กับการเก็บ index สำหรับหน้านั้นเพื่อที่จะนำไปจัดอันดับ ส่วนตัวแล้วผมยังคงเชื่อว่าการ Optimize หรือการเขียนโครงสร้างที่ดีที่สุดบนเว็บเพจ ยังคงเป็นการเขียน Content และวาง layout ที่แยกเนื้อหาแต่ละส่วนออกจากกันอย่างชัดเจน (หมายถึง out put source code สำหรับโรบอท) คับ
  4. หาลิงค์จากทุกที่ ทุกรูปแบบที่เราหาได้ โดยที่ไม่ใช้มุขเดิมซ้ำๆ
  5. คนที่ทำ SEO ที่ได้เปรียบที่สุดคงจะเป็นคนที่ทำ Gray Hat คับ
  6. จิงๆ ข้อนี้น่าจะเหมือนกับข้อ 4 คับ แต่ผมไปเล็งเห็นความสำคัญของ API กับ Partner Site ที่กำลังได้รับความนิยม โดยลักษณะการทำงานขอเรียกง่ายๆ ว่า Auto Post มุขเดิม ที่เวลาผมโพสต์คลิปใน You Tube แล้ว มันจะ Auto Post ผ่าน API ลงใน Facebook ด้วย ถ้าหัวหมอหน่อยคงสร้างไอดีบอทเข้ามา ตัวนึง แล้ว list มาว่าเว็บไหนเป็น Partners Site บ้าง จากนั้น สมัครแล้วก็อัพเดทแต่ทาง Partners Site สำหรับ ไซต์ศูนย์กลางนั้น ขยันแอดเพื่อนเยอะๆ ก็พอคับ กรณีเราเป็นเจ้าของเว็บเองก็สรรหาปุ่มแชร์ต่างๆ มาใส่เว็บด้วยคับ คนไทยเล่น facebook, twitter เยอะอยู่แล้ว ผมว่าเราต้องได้อะไรดีๆ จากตรงนี้บ้างล่ะ
  7. ข้อนี้ในรูปเค้าพยายามจะทำให้เราเห็นว่าการทำ SEO น่าจะได้ผลประโยชน์ดีกว่าการทำ SEM คับ (นี่ -*- ผมสรุปห้วนเกินไปไหมนิ ผมเชื่อว่ามีคนคิดแย้งข้อนี้นะ แต่หนึ่งในนั้นไม่ใช่ผมคับ) ผมมองเพิ่มไปอีกว่า ที่ดีกว่า seo และ sem คือช่องทางการทำตลาดในรูปแบบ create ด้านต่างๆ คับ เช่นทางโคนาด้านอื่นๆ คน, สื่อ, มือถือ, จิปาถะ … สำหรับบางธุรกิจถ้ามองเห็นแต่ seo และ sem เท่านั้นผมก็ว่าบางทีเราอาจจะอยู่หน้าคอมกันมากเกินไปคับ เราต้องลองชวนเพื่อนไปกินเบียร์วุ้นเหล่เด็กเชียร์เบียสวยๆ สั้นๆ แล้วเราจะรู้ว่าวันๆ น้องเค้าได้ทิป มากกว่ารายได้ทำ seo ของเราอีกคับ
ขอขอบคุณเพื่อน ๆ ใน Thaiseoboard

วิธีการติดตั้ง WordPress MU ภาค 1 วิธีอัพโหลดไฟล์์ขึ้น Hostgator

จริง ๆ บทความนี้ผมจะตอบปัญหาของเพื่อนในบอร์ดคนนึง ที่ถามเรื่องการอัพไฟล์เข้าโฮสของ Hostgator และถ้า Step by Step ในสไตล์ผมมันก็ต้องมีรูปสวยๆ พร้อมโลโก้เสียว ๆ ประกอบ (เสียวสมุทรปราการ) ไหน ๆ  ก็ไหน ๆ แล้วขอควบสองเลยแล้วกันครับ
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จัก WordPress Mu กันก่อนดีกว่า
WordPress Mu or multi-user คือ CMS (Content Management Syste | ระบบการจัดการเนื้อหาของเว็บไซต์) ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก WordPress เพียงลักษณะการใช้งานจะเป็นแบบมัลติ-ยูสเซอร์ หรือผู้ใช้หลายคน คล้าย ๆ Blogger และเหมือนกับ WordPress.com เหมาะสำหรับ เจ้าของเว็บ ที่อยากจะสร้าง Blog free ให้่คนอื่นเข้ามาสมัครสมาชิกเพื่อสร้าง Blog โดยสมาชิกแต่ละคนจะสา่มารถเลือกแก้ไข ปรับเปลี่ยนหน้าตา (Theme) ของตัวเองได้อย่างอิสระ โดยทั้งหมดจะอยู่ในความดูแลของเจ้าของ Blog Free หรือ Admin ของ WordPress Mu นั้น ๆ อีกทีหนึ่ง ซึ่งความสามารถหลัก ๆ ของ WordPress Mu มีดังนี้

Features

  • Everything WordPress does.  เหมือน WordPress ทุกประการ
  • Scaling to tens of millions of pageviews per day. สามารถรองรับเพจวิวได้สิบล้านครั้งต่อวัน
  • Unlimited users and blogs. ไม่จำกัด ผู้ใช้งานและ บล๊อก
  • Different permissions on different blogs. สิทธิ์การใช้งานของแต่ละบล๊อกแยกออกจากกัน
กระซิบดัง ๆตรงนี้เลยครับ เค้าว่า WordPress Mu กำลังจะหายไป เนื่องจาก Mu จะถูกผสานรวมเป็น Features หลักของ WordPress ในเวอร์ชั่น 2.9.0 (ขายเหล้าพ่วงเบียร์ยังไงยังงั้น) รู้จักกับ WordPress Mu กันแล้วเรามาเข้าถึงวิธีติดตั้งกันเลยครับ
โดยการติดตั้ง WordPress Mu จะแบ่งเป็นสองส่วนคือ
  1. การอัพโหลดไฟล์ขึ้นโฮส หรือพื้นที่เช่าบนอินเตอร์เน็ต (ในที่นี้คือ Hostgator ตามเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น)
  2. ส่วนของการติดตั้ง WordPress Mu
แต่ก่อนอื่นเราคงต้องไปโหลด WordPress Mu มาก่อน WordPress Mu เวอร์ชั่นล่าสุด ดาวน์โหลดไฟล์ WordPress Mu ที่นี่ครับ
การอัพโหลดไฟล์ขึ้นโฮส
โดยปกติการอัพโหลดไฟล์ขึ้นโฮสเราสามารถทำได้สองวิธีคือ อัพโหลดผ่านโปรแกรมประเภท File Transfer Protocol (FTP) และการอัพโหลดผ่านเว็บบราวเซอร์โดยผ่านระบบจัดการที่ Hosting มีไว้บริการ ในบทความนี้ผมขอเลือกใช้แบบที่สอง เนื่องจากถ้าใช้แบบแรกจำเป็นต้องสอนการติดตั้งและตั้งค่า โปรแกรม File Transfer Protocol (FTP)  อีก ซึ่งมันจะไม่ทันกินเอา ขอยกยอดไว้เป็นบทความหน้าแล้วกันครับเรื่อง FTP
โดยปกติระบบการจัดการ (Site configuration and management software application) ของ Hostgator จะเป็น cPanel ซึ่งการล๊อคอินเข้าใช้งานจะถูกส่งมายัง email Address ที่ส่งมาให้เราหลังจากสมัครและชำระเงินค่าเช่าเสร็จ โดย Url พื้นฐานในการเข้าใช้งานระบบ cPanel ก็คือ http://yourdomain.com/cpanel และจำเป็นต้องใส่ยูสเซอร์เนมและรหัสผ่านเพื่อเข้าใช้
การอัพโหลดไฟล์ขี้น Hostgator
วิธีอัพโหลดไฟล์์ขึ้น Hostgator
เมื่อล๊อคอินแล้วให้มองหา หน้าต่างการจัดการไฟล์ และให้คลิ๊กที่ File Manager
การอัพโหลดไฟล์ขี้น Hostgator
วิธีอัพโหลดไฟล์์ขึ้น Hostgator
เมื่อคลิ๊กแล้วจะมีป๊อปอัพให้เราเลือกว่าจะจัดการไฟล์ใน โดเมนหรือซัพโดเมนไหนเลือกตามสบายครับ
การอัพโหลดไฟล์ขึ้น Hostgator
วิธีอัพโหลดไฟล์์ขึ้น Hostgator
เมื่อเลือกเรียบร้อยคุณจะถูกพามาที่หน้าต่างใหม่
การอัพโหลดไฟล์ขึ้น Hostgator
วิธีอัพโหลดไฟล์์ขึ้น Hostgator
โดยหน้าต่างการทำงานจะมีคำสั่งให้เลือกใ้ช้เหมือนในส่วนของวินโดว์และ เว็บบราวเซอร์ เช่น New Folder, Copy ,Upload,Rename และโดยปกติโฟลเดอร์ root ของโดเมนหรือซัพโดเมนที่เราจะจัดการคือ public html
การอัพไฟล์ขึ้นโฮสผ่านเว็บบราวเซอร์ด้วย การทำงานกับ cpanel นี้จะมีประโยชน์และประหยัดเวลาได้มากกว่าการอัพโหลดผ่าน โปรแกรม Ftp หลายเท่าตัว ถ้าคุณรู้จักการประยุกต์ใช้อย่างถูกวิธี โดยเมนูที่เราจะใช้บ่อย ๆ คือ Upload และ Extract
เอาละครับถึงขั้นตอนการอัพโหลดไฟล์ WordPress Mu ขึ้นโอสเสียที โดยคุณจะต้องดาวน์โหลด WordPress Mu เรียบร้อยแล้ว และได้ไฟล์มาเป็น zip file ให้คุณไปที่ เมนู Upload และคลิ๊กเลยจะมีหน้าต่างใหม่ให้เรา Browse หาไฟล์ในเครื่องเราเพื่อนำขึ้นโฮส
(เราสามารถใช้คำสั่งนี้อัพโหลดไฟล์ต่าง ๆ เช่น Theme หลาย ๆ Theme ในคราวเดียวด้วยการ Zip File ให้เรียบร้อยเป็นไฟล์เดียวและอัพโหลดทีเดียว โดยไฟล์ที่จะอัพโหลดนั้นจะต้องมีขนาดไม่เกิน 25 MB)
เมื่อคุณเลือกไฟล์เสร็จเรียบร้อยแล้วระบบจะอัพโหลดไฟล์ให้อัตโนมัติ โดยจะมีแถบขึ้นแสดงเมื่อครบ 100%  แสดงว่าคุณอัพโหลดไฟล์ wordpress-mu-2.8.6.zip เรียบร้อย ให้ปิดหน้าต่างนี้ได้เลย
การอัพโหลดไฟล์ขึ้น Hostgator
วิธีอัพโหลดไฟล์์ขึ้น Hostgator
ให้ย้อนกลับมาที่หน้า FileManager อีกครั้งและ คุณจะเห็นหน้าต่างเดิมโดยยังไม่มีไฟล์ใด ๆ เพิ่มขึ้นมา ให้ใช้เมนู Reload คลิ๊กเบา ๆ และรอสักครู่คุณจะเห็นไฟล์ที่พี่งอัพโหลดเสร็จแสดงตนขึ้นมาครับ ในที่นี้คือ wordpress-mu-2.8.6.zip ไฟล์นี้จะยังไม่สามารถใช้งานได้เนื่องจาก เป็นไฟล์ซิบคุณจำเป็นจะต้องแตกไฟล์ก่อน ถึงจะใช้งานได้
วิธีการอัพโหลดไฟล์ขี้น Hostgator
วิธีอัพโหลดไฟล์์ขึ้น Hostgator
ให้คุณติ๊กเครื่องหมายถูกหน้าไฟล์ wordpress-mu-2.8.6.zip เมื่อเรียบร้อยให้ใช้งานเมนู Extract โดยการคลิ๊กเบา ๆ และรอสักครู่
วิธีการอัพโหลดไฟล์ขึ้น Hostgator
วิธีอัพโหลดไฟล์์ขึ้น Hostgator
เมื่อเสร็จเรียบร้อยจะมีหน้าต่างแจ้งเราครับ
วิธีการอัพไฟล์ขึ้น Hostgator
วิธีอัพโหลดไฟล์์ขึ้น Hostgator
หน้าต่างจัดการไฟล์เมื่อ Extract เรียบร้อยแล้วจะเจอ Folder wordpress-mu เพิ่มขึ้นมาครับ
วิธีการอัพไฟล์ขึ้น Hostgator
วิธีอัพโหลดไฟล์์ขึ้น Hostgator
โดยปกติแค่นี้เราก็สามารถติดตั้ง WordPress Mu ได้แล้วแต่ผมไม่แนะนำครับเนื่องจากไฟล์ไม่ได้อยู่ใน Root Folder ยากแก่การจัดการและการย้าย ไฟล์ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลยจะอธิบายเพิ่มไปเลยเพื่อที่เพื่อน ๆ จะนำไปประยุกต์ใช้ในงานอย่างอื่นได้ต่อไปครับ
ตอนนี้ไฟล์ต่าง ๆ ของ WordPress Mu จะอยู่ที่ /public_html/wordpress-mu ผมต้องการให้ไฟล์ของ WordPress Mu มาอยู่ใน Root Folder หรือ /public_html ให้เราดับเบิ้ลคลิ๊กที่ Folder wordpress-mu เลยครับเมื่อเปิดไฟล์เข้ามาแล้วเราจะเห็นไฟล์ทั้งหมดของ wordpress-mu เสร็จแล้วให้เราคลิ๊กที่ Select all ไฟล์ทั้งหมดใน Folder นี้จะถูกเลือกทั้งหมดครับ
วิธีอัพโหลดไฟล์่ขึ้น Hostgator
วิธีอัพโหลดไฟล์์ขึ้น Hostgator
เสร็จแล้วให้เราคลิ๊กที่ เมนู Move File ด้านบนครับเมื่อมีหน้าต่างขึ้นมาแล้วให้เลือกโฟล์เดอร์ปลายทางที่จะย้ายไฟล์ ไป ในที่นี้ผมต้องการให้ไปที่ /public_html ผมก็ใส่่ค่านี้ลงไป และสั่ง Move File(s) ที่ปุ่มด้านล่าง
วิธีอัพไฟล์์ขึ้น Hostgator
วิธีอัพโหลดไฟล์์ขึ้น Hostgator
เท่านี้ไฟล์ระบบของ WordPress Mu ก็จะถูกย้ายไปที่ Root Folder หรือ /public_html ดังที่ผมต้องการ
เสร็จเรียบร้อยแล้วครับสำหรับการเตรียมความพร้อมในการลง WordPress Mu ในขั้นตอนการอัพไฟล์ขึ้นโฮส ระบบ cPanel ของ บทความหน้าเรามาต่อกันที่วิธีลง WordPress Mu จริง ๆซะที