วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Amazon และ ฤดูกาล

การเลือกตลาดของสินค้า ที่เราจะขายใน Amazon นั้นผมได้เอ่ยถึงไปบ้างแล้ว ในบทความ “การวิจัยตลาดเพื่อขายสินค้ากับ Amazon”
ในบทความที่เคยเขียนไว้ได้กล่าว คร่าว ๆ กว้าง ๆ ถึงการวิเคราะห์และวิจัยตลาดโดยทั่วไป
สำหรับบทความนี้ผมจะมากล่าวถึงการลงลึกลงไปเลือกตลาดในการขายสินค้า
การเลือกตลาดโดยทั่ว ๆ ไปนั้น พอจะจำแนกได้กว้าง ๆ คือ
  1. ตลาด Mass หรือตลาดที่มีการแข่งขันสูง
  2. ตลาด Niche หรือตลาดเฉพาะกลุ่ม ตลาดที่มีความจำเพาะเจาะจงสูง มีรูปแบบสินค้าและบริการตายตัว Keyword ของตลาดพวกนี้ก็จะเป็นคีย์เวิร์ดยาว ๆ จำเพาะเจาะจงระบุรุ่น หรือยี่ห้อของสินค้า
  3. ตลาดตามฤดูกาล ตลาดแบบนี้คือตลาดเฉพาะช่วงเวลาหรือเทศกาลต่าง ๆ ซึ่งโดยธรรมชาติของตลาดแบบนี้จะอยู่ในรูปแบบของ ความจำเป็น ในการใช้สินค้ามากกว่า ความต้องการ (ถ้าเปรียบเทียบตามหลักการตลาด ซึ่งเราต้องวิเคราะห์หาความจำเป็น และความต้องการของมนุษย์ เพื่อหาสินค้ามาตอบสนอง)
ตลาดตามฤดูกาลเป็นตลาดที่ผมสนใจและ มี คีย์เวิร์ดอยู่ในครอบครองมากที่สุด จริงอยู่เมื่อหมดฤดูกาลแล้วสินค้ากลุ่มนี้จะขายไม่ได้ เราจำเป็นต้องหาสินค้าของ ฤดูกาลหรือเทศกาลใหม่ ๆ มารองรับอีกเพื่อให้เราขายได้ตลอดทั้งปี
แต่ผมพบความจริงที่ว่าการทำตลาดแบบนี้ จะเหนื่อยแค่ปีแรก เพราะเมื่อเราได้คีย์เวิร์ดมาครอบครองแล้วเมื่อปีหน้า ฤดูกาลหรือเทศกาลนั้น ๆ มาถึงอีก เราก็ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่นั่งดูสินค้าที่มันถูกขายออกไปเรื่อย ๆ ก็เท่านั้น
แล้วคุณล่ะมองสินค้าอะไรไว้รองรับฤดูกาลของอเมริกาที่เปลี่ยนไปทั้งปีบ้างหรือยัง

เทคนิคการเขียนบทความภาษาอังกฤษด้วย Google

ข้อมูลสรุปนี้ไม่พร้อมใช้งาน โปรด คลิกที่นี่เพื่อดูโพสต์

3 วิธีรวยกับ SEO นอกจากที่รู้ๆ กัน

เมื่อกี้ นี้ผมกำลังพิมพ์ไทเทิ้ลนี้อยู่ “3 วิธีรวยกับ SEO” แต่ก็เผอิญอีกเช่นกันที่ผมดันพิมพ์เร็วไปหน่อย พิมพ์ผิดจาก O เป็น X – มันเลยกลายเป็น 3 วิธีรวยด้วย SEX…. เอาล่ะ นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะมาเล่านี้วัน แต่สิ่งที่ผมจะมาบอกในวันนี้ก็คือวิธีทำมาหากินจาก SEO
หลายคนรู้วิชา SEO แต่ก็ได้แต่เอาไปทำ AdSense, Affiliate ที่พอไม่สำเร็จรอไม่ไหว ก็ต้องทิ้งวิชา SEO ไปโดยเสียเปล่าโดยลืมไปว่ามันยังมีวิธีหากินที่รุนแรงและทำเงินได้มากมาย อื่นๆ อีกหลายวิธีจากการมีความรู้เรื่อง SEO เล็กๆ น้อยๆ ไม่ต้องขั้นเทพหรอกครับ เรื่อง SEO ถ้ารู้นิดเดียว แต่ถ้าเทียบกับคู่แข่งคนทำเว็บอื่นๆ ในประเทศไทยที่ส่วนใหญ่ยังใหม่ในเรื่องนี้ ก็เท่ากับว่าเรารู้มากพอแล้วล่ะ
สูตรการทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในยุคนี้สำหรับผมแล้วคือ WordPress + Plugin SEO + Set Permalink + Sitemap + โดเมนเนม .com + ใส่บทความที่ไม่ซ้ำใครซัก 2-3 อาทิตย์ แค่อาทิตย์ละ 3-4 บทความเท่านั้น = Google หน้า 3 > หน้า 2 ได้สบายๆ ภายในเวลาไม่ถึงเดือน ที่เร็วขนาดนี้ผมหมายถึงตลาดออนไลน์ไทยนะครับ อย่าเข้าใจผิด เพราะตลาดออนไลน์คู่แข่งเว็บในไทยแล้วล่ะก็ยิ่งง่ายมากใช้เวลาน้อยกว่าตลาด อินเตอร์มาก การบุกตลาดไทยด้วยการทำ SEO นี่เองที่หลายคนลืม เพราะมัวแต่หาเงินเข้าประเทศกันเพลินไปหน่อยจาก Affiliate, AdSense หรือมัวแต่คิดถึงแต่การหากินกับเว็บ Affiliate เดิมๆ
เอาล่ะถ้าคุณสนใจจะหารายได้เสริม หรืออกหักจาก Affiliate ต่างๆ จากต่างประเทศ ลองหันมาบุกตลาดทำเงินในไทยบ้างก็ไม่เห็นเสียหาย เพราะสุดท้าย ขายของให้คนไทย คุยกันคนไทยกันเอง ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนถนัดกันอยู่แล้ว ใช่ไหมล่ะครับ นอกจากนี้ก็จะมีวิธีการหากินอีกมากมายด้วยการเป็นตัวกลางการค้า เพียงคุณเปิดร้านออนไลน์ ติดต่อสินค้าจากจีนให้เขาส่งสินค้าให้ เท่านี้ก็รวยได้ด้วย SEO แล้วล่ะครับ
เอาล่ะครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลา ต่อไปนี้คือวิธีหาเงินอื่นๆ ของผมจากการทำ SEO ด้วยเว็บที่เจาะกลุ่มลูกค้าคนไทย และทั่วโลกจากการเป็นพ่อค้าคนกลาง ทั้ง 3 วิธี:

1. ทำบล็อก E-Commerce ไทยขายสินค้าจากจีน

ด้วยคีย์เวิร์ดสินค้า Gadget Electronic ต่างๆ แล้วรับสินค้ามาขายในไทยจากโรงงานที่จีน ที่ขายราคาส่งถูกแสนถูก ทำกำไรได้ 150%-200% สบายๆ สินค้าพวกนี้หาได้ง่ายๆ จาก Tradekey.com, Made-In-China.com และ Alibaba.com ลองเข้าไปแล้ว Browse หรือ Search ดูจะเกิดนิมิตเอง หรือถ้าอยากรู้ว่าสินค้าอะไรขายดีก็ไปดูที่ eBay จากจำนวน Bid สินค้าก็จะรู้เองว่าตอนนี้อะไรขายดี แล้วค่อยมาหาตามเว็บที่ว่าก็อาจจะช่วยประหยัดเวลาการค้นหาได้มาก
นอกจากนั้นก็มีการฟอร์มว่าตัวเองเป็นโรงงาน แล้วรับสินค้าจากโรงงานจีนอีกทีก็มีให้เห็นมากมาย มีสินค้าอยู่ตัวหนึ่งที่ผมขายอยู่ (บอกได้แค่เป็นเครื่องไฟฟ้าชนิดหนึ่ง) ทั้งๆ ที่ในจีนมีโรงงานที่ทำสินค้านี้แค่ 7 โรงงาน แต่ใน Tradekey.com มีผู้ขายสินค้าตัวนี้เป็นร้อยๆ เจ้า ส่วนใหญ่อ้างว่าตัวเองเป็นโรงงานด้วยซ้ำ แถมยังทำตลาดได้ดีกว่าตัวโรงงานเองซะอีก เผลอๆ จะรวยกว่าโรงงานด้วย เพราะตัวเองแค่ทำ SEO ทำเว็บ ไม่ต้องลงทุน ไม่เสียภาษี ไม่ต้องแบกค่าใช้จ่ายอะไรเลย การค้าออนไลน์นี่มันช่างสุดยอดจริงจริ้ง

2. โฆษณาสินค้าเพื่อ Drop Shipping ไปทั่วโลก

วิธีนี้สำหรับเว็บ Inter จากเว็บที่เป็นแหล่งหาโรงงานสินค้าจากจีนที่ว่าไปตอนต้น คุณรู้หรือไม่ว่ามีโรงงานมากมาย พร้อมที่จะส่งสินค้าไปทั่ว โลกให้คุณในราคาส่ง โดยที่ไม่บังคับว่าคุณต้องสั่งสินค้าครั้งละมากๆ เลย (ไม่มี Minimum Order Quantity หรือ MOQ)ไม่ต้อง Stock ของ ไม่ต้องจ่ายเงิน แค่หาลูกค้ามาซื้อสินค้า แล้วคุณก็สั่งสินค้าโดยตรงจากโรงงานจีนต่างๆ ที่คุณไว้ใจ ที่คุณคุยแล้วเห็นเว็บแล้ว โทรตรวจสอบแล้วว่าไว้ใจได้ แต่จะไว้ใจได้ยิ่งกว่าถ้าโรงงานนั้นๆ เป็น สมาชิกประเภทจ่ายเงิน (gold member) ของเว็บ Tradekey.com, Made-In-China.com และอะไรพวกนั้น รับรองเชื่อถือได้แน่นอน (แต่ผมไม่ขอบอกนะครับ คุณต้องหาเอง จะได้รู้จักระวังได้เองต่อๆ ไป)
คุณอาจจะคิดว่าผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าวิิธีนี้จะหาเงินได้จริง ไม่หรอกครับ ผมถึงบางอ้อก็ตอนช้อปปิ้งออนไลน์จากประเทศแถวๆ บ้านนี้เอง เช่น คุณเปิดเว็บขึ้นมา ใส่สินค้าเครื่องไฟฟ้าจากโรงงานที่คุณ Deal ไว้เต็มร้าน แต่เว็บคุณแค่ทำหน้าที่แค่เป็นหน้าร้านที่มีโรงงานจากประเทศจีนคอยส่งสินค้า ให้คุณ ทุกครั้งที่ขายได้ คุณก็ได้ส่วนต่าง และส่วนต่างที่มากซะด้วย ถ้าคุณเลือกโรงงานที่ขายส่งได้ถูกมากๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ต้องถูกอย่างแล้วเพราะก็รู้ๆ กันอยู่ โรงงานประเทศจีน แข่งการค้ากันจนแทบจะเหยียบกันตาย

3. สร้างเว็บ/ บล็อกนายหน้า

วิธีนี้คุณแค่ทำเว็บแล้วก็ต้องใช้โทรศัพท์บ่อยหน่อย เพราะมันคืออาชีพการเป็นนายหน้าให้สินค้าหรือบริการสำหรับคนไทย ซึ่งคุณจะต้องหาเองว่าในไทยนี้มีอาชีพนายหน้าอะไรกันบ้างที่ให้เงินดี หาว่ามีบริการหรือสินค้าอะไรในไทย ที่รับนายหน้าหรือรับคนทำ Affiliate บ้าง สุดท้ายคำว่า Affiliate ก็คือนายหน้านั่นเอง แต่คราวนี้เรามาประยุกต์ใช้กับสินค้าห้างร้าน หรือบริการที่อยู่ในไทย เช่น ซื้อขายรถมือสอง บ้านมือสอง ที่ดินมือสอง….(ผมบอกใบ้ได้แค่นี้นะครับ ผมไม่อยากเป็นสาเหตุให้หม้อข้าวคนอื่นถูกทุบ)
วิธีทำก็แค่จดโดเมนเนมชื่อไทยชื่อนั้นด้วย .com จากนั้นก็ทำบล็อกด้วยกลยุทต์ SEO จากวิธีง่ายๆ ที่ผมบอกไป WP + SEO Plugin + Unique Content ภาษาไทยที่ให้ความรู้เกี่ยวกับคีย์เวิร์ดหรือตลาดที่ทำ จากนั้นรอให้ติดอันดับ Google ซึ่งไม่น่าจะเกิน 1 เดือน ถ้าบทความคุณน่าอ่าน มันจะขึ้นไปหน้าแรกได้เลย ที่เหลือก็รอนั่งรับโทรศัพท์ลูกค้า จากนั้นเมื่อลูกค้าโทรมา คุณก็โทรไปยังแหล่งเงินแหล่งสินค้าที่คุณทำงานให้เขา แล้วรอรับเงิน วิธีนี้จากรายได้เสริม ก็อาจเป็นรายได้หลักได้ภายในเวลาไม่ถึงปี
อย่าลืมว่า การทำ SEO ก็ไม่จำเป็นต้องมีบล็อกของตัวเอง ก็ได้ ยังมีเนื้อที่เว็บฟรีๆ ให้ใช้ได้มากมาย ลองค้นใน Google คุณก็จะพบเอง ด้วยการใช้วิธี SEO คุณก็จะสามารถใช้เนื้อหาฟรีๆ เหล่านั้นหากิน ทำอันดับ Google ได้เช่นกัน เหมือนกับที่คนไทยมากมายกำลังทำกันอย่างไม่เข้าใจเรื่อง SEO แต่ก็ทำกันได้ และหาเงินกันได้ ลองนึกดูว่าถ้าคุณรู้เรื่องเรื่อง SEO เช่น การฝากลิงก์ และเรื่องบทความ คุณก็แน่ใจได้เลยว่า คุณจะเอาชนะคู่แข่งได้อีกเป็นพันเป็นหมื่นได้ง่ายบน Google (วงการออนไลน์ไทยนะครับที่ผมพูดถึงนี้)
เอาล่ะครับ ถ้าอ่านแล้วยังไม่เข้าใจ แสดงว่าคุณยังไม่พร้อมที่จะรวย ผมบอกได้แค่นี้แหละ แต่ถ้าวันใดๆ อ่านแล้วอ่านอีก แล้วถึงบางอ้อได้ นั่นแหละถึงเวลารวยของคุณแล้ว วันนี้ฝากไว้แค่นี้ก่อนครับ ถ้าคนเรานั่งคิดถึงเรื่องการหาเงิน ทางสว่างมันก็จะบังเกิดเองครับ รับรอง (แต่ต้องสุจริตเท่านั้น)
บทความนี้บอกตรง ๆ ว่าผมก๊อบมาทั้งดุ้นจริง ๆ เนื่องจากตัดใจเอาออกไม่ไ้ด้สักประโยค จะรีไรท์ (ขโมยบทความ ในสมองชาวบ้านว่างั้น ไม่ดี ๆ อย่าทำ) ก็คงทำไม่ได้ สีมือไม่ถึงจริง ๆ
บทความนี้เป็นของ Blog http://www.digitalmoneylife.com/ ของคุณอนุชาถ้าพวกคุณอยากได้ครวามรู้เกี่ยวกับ การหาเงินทางอินเตอร์เน็ตที่มัน Advance กว่าบอร์ด เสียวสมุทรปราการนี่แล้วละก็ จงตามลิงค์ไปเถิด ผมรับประกันว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

รู้จักกับ Amazon Bestsellers

หลังจากผมแวะรายทางไปกับเรื่องของ Hostgator ซะหลายวัน แต่ผมคิดว่ามันคงเป็นประโยชน์สำหรับ ท่านที่ต้องการเช่าโฮสเพื่อทำ Amazon,Adsense และ Affiliate เจ้าอื่น ๆ ในสายที่ต้องมีการลงทุนนิดหน่อยก่อนซึ่ง ผลตอบแทนมันก็ต้องได้มาไวกว่าแบบทำฟรีแน่นอนครับ (แต่ผมไม่ได้บอกว่ามันมากกว่า มันอยู่ที่กลวิธีการทำ)
แต่ก่อนที่เราจะมาต่อกันที่ขั้นตอนการทำเงินกับ Amazon แบบไม่ต้องควักกระเป๋าเลยสักแดง…
ผมอยากแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ Amazon Bestsellerซึ่งมันจะทำให้ทุกท่านได้เข้าใจระบบการทำงานของ เว็บไซต์ Amazon.com ได้มากขึ้น
ผมไม่อยากให้ทุกท่านข้ามขั้นตอนนี้ไปเด็ดขาดเนื่องจากว่า ถ้าท่านจะทำเงินกับเค้าก็ควรรู้ระบบ ตื้นลึกหนาบางของที่นั่นก่อนแล้วไอ้วิธีที่ผมจะสอนนี้มัน ทำให้เราได้อยู่ในโลกของ Amazon เพื่อศึกษาโดยไม่เสียประโยชน์แถมยังง่ายเสียด้วย
หลักการประสบความสำเร็จในการทำขายสินค้า ไม่ว่าจะเป็น Amazon,Adsense หรือ Affiliate เจ้าอื่น ๆ ก็คือสินค้าครับ เราต้ิองเข้าใจในตัวสินค้า และหาให้เจอว่าตลาดต้องการอะไรเพื่อนำความต้องการนั้น ๆ มาเติมเต็มให้ลูกค้าเราเราก็จะประสบความสำเร็จผมจะยกตัวอย่างดังนี้
  • Amazon สินค้าคือ ตัวสินค้าที่เรานำมาเลือกทำขาย
    Amazon Bestsellers
    Amazon Bestsellers
  • Adsense สินค้าคือเรื่องที่คนสนใจ ยิ่งคนสนใจมากแสดงว่าสินค้าเรามีคุณภาพ ซึ่งรูปธรรมของสินค้า Adsense คือ Keyword ครับ เรื่องการหาหรือ ตรวจสอบคีย์เวิร์ดดี ๆ  ตามไปที่นี่เลยครับ  ประเภทของ Keywords ซึ่ง เรื่องของ Keyword นี่เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกันยาวเลยทีเดียว เพราะถ้าคุณจะหาเงินในอินเตอร์เน็ต คุณจะต้องเข้าใจมัน เหมือนคุณเข้าใจตัวเองแล้วคุณจะประสบความสำเร็จอย่างสูง มีเวลาผมจะมาต่อเรื่องคีย์เวิร์ดแล้วกันกลับไปที่เรื่องของเราก่อนครับ
  • Affiliate เจ้าอื่น ๆ สินค้าคือสิ่งที่เราหยิบจับมาขาย อย่างเช่น โฮส ขายโฮสแล้วได้ค่าคอมประมาณนี้ ซึ่งก็หนีไม่พ้นเรื่องคีย์เวิร์ดอยู่ดี ว่าคำไหนมีคนค้น จริง ๆ แล้วค้นอย่างเดียวไม่พอ ต้องค้นแล้วซื้อด้วย เพราะคีย์เวิร์ดบางตัวค้นอย่างเดียวแต่ไม่ซื้อ
เอาละทีนี้เมื่อเข้าใจตรงกันแล้วว่าคีย์่ของความสำเร็จคืออะไร ผมก็จะบอกลายแทงของอเมซอนแล้วกัน สิ่งที่ทำให้คนขายอเมซอนขายของได้คือ ขายของที่มันเคยขายได้แล้วขายดี
เวลาผมจะเข้าไปหาของมาขาย ผมจะไปที่ Bestseller ของ Amazon Amazon Bestsellers แล้วก็วิเคราะห์ว่ามีสินค้าอะไรน่าสนใจแล้วจึงเลือกมาทำตลาด โดยมีขั้นตอนง่าย ๆ โดยผมจะวิเคราะห์จากสี่ข้อดังต่อไปนี้
  1. in Stock มีัสินค้าอยู่ในโกดังของ Amazon เมื่อลูกค้าสั่งแล้วจะมีของส่งให้ทันที ส่งเร็วก็ได้ค่าคอมเร็วครับ
  2. Free Shipping สินค้าตัวนี้ส่งฟรีครับ ของฟรีใครก็ชอบ ยิ่งคนที่ Shopping ผ่านอินเตอร์เน็ต ก็ไม่อยากขนของอยู่แล้ว เมื่อส่งฟรีเค้าก็ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น (มีข้อสังเกตุอยู่อย่าง เมืองไทยของที่ขายทางอินเตอร์เน็ตต้องเป็นของเล็ก ๆ ที่ไม่ต้องดูลายละเอียดมาก อย่างเช่น ที่ทารักแร้เต่าเหยียบโลก ถุงยางโอกามิ แต่เมืองนอกของที่ขายได้ส่วนใหญ่จะเป็นของใหญ่ ๆ ที่ไม่สามารถเอาเข้ารถเก๋งได้อย่าง HDTV เพราะเค้าขี้เกียจขนนั่นเอง)
  3. Customer rating ที่เป็นรูปดาวนั่นละครับยิ่งมีเยอะ แสดงว่าคนที่ซื้อไปแล้วได้รับความพอใจมาก มันเป็นตัวที่ช่วยให้ลูกค้าเราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
  4. Customer reviews จำนวน คนที่มาแสดงความคิดเห็น และให้่คะแนนกับสินค้าชิ้่นนี้ครับ ยิ่งจำนวนคนมาแสดงความคิดเห็นมาก ยิ่งน่าจับสินค้าตัวนี้มาโปรโมตครับ แสดงว่าได้รับความนิยมสูงและมันยังเป็นเครื่องการันตีด้วยครับว่า กระแสความต้องการของสินค้าชิ้นนี้มีมากน้อยเพียงใด
Amazon Bestsellers
Amazon Bestsellers
สำหรับเมื่อก่อนตอนที่ผมเริ่มหัดทำ Amazon นั้นช่วงที่ผมท่องไปในหน้า Amazon Bestsellers นั้นผมไม่เคยได้อะไรนอกจากความรู้และเทรนสินค้าต่างๆ แต่ณ.ปัจจุบันคุณสามารถเริ่มทำเงิน กับ Amazon.com ตั้งแต่คุณเริ่มศึกษาเลยทีเดียว แถมวิธีดังกล่าวยังฟรีอีกด้วย พวกคุณนี่ช่างโชคดีซะจริง ๆ (ถ้ารู้วิธีมันนะ)
บทความหน้าผมจะมาไขให้ครับว่า ต้องทำยังไง หาิเงินยังไงจากหน้า Amazon Bestseller ที่สำคัญไม่ต้องควักกะตังค์สักแดงเดียว ไปล่ะสวัสดีครับ

วิธีการเลือกสินค้า Amazon

วันนี้เรามาว่ากันเรื่อง การเลือกสินค้า Amazon กันดีกว่า ว่าเราควรขายสินค้าตัวไหน ตลาดไหน ช่วงเวลาไหน ก่อนอ่านบทความนี้ผมอยากให้ย้อนไปอ่านบทความเรื่อง รู้จักกับ Amazon Bestseller กันก่อน
เรื่องการทำความรู้จักกับ Amazon Bestseller นั้นเป็นสิ่งจำเป็นถึงจำเป็นมากที่สุดในการทำตลาดขายสินค้ากับ Amazon เนื่องจาก Bestseller จะบอกให้เรารู้ได้ว่า เค้านิยมซื้ำอสินค้าอะไรกันในช่วงเวลานั้น ๆ แต่ Amazon Bestseller ก็ยังไม่ใช่ที่สุดของการเลือกหาสินค้ามาทำตลาด มาโปรโมตเนื่องจากยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายในการเลือกสินค้าที่ทำเงิน
สำหรับวิธีการเลือกสินค้าที่ทำเงินใน Amazon.com นั้นผมมีแนวทางหลัก ๆ คือ
  • สินค้านั้น ๆ ต้องเป็นที่ต้องการของตลาด คือเราจำเป็นจะต้องเลือกสินค้าที่มีคน ค้นหา และมีคนซื้อ และการซื้อนั้น ๆ จะต้องเกิดขึ้นบนอินเตอร์เน็ต
  • สินค้านั้น ๆ ต้องมีคู่แข่งที่ไม่เยอะจนเกินไป ซึ่งข้อนี้จะคัดง้างกับข้อแรกอย่างรุนแรง เนื่องจากสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาด ก็จำเป็นต้องมีคู่แข่งมากตามไปด้วย แต่เนื่องจาก Amazon มี สินค้าให้เลือกทำตลาดมากมายเหลือเกิน จึงไม่เป็นการยากเกินไปนัก ที่จะหาสินค้าที่เข้าหลักเกณฑ์ทั้งสองข้อได้ ก็คือสินค้าที่เป็นนิช คือ มีคนค้นหา มีคนซื้อ และที่สำคัญ คู่แข่งน้อย
  • สินค้าต้องมีราคาถูก หรือไกล้เคียงกับเว็บไซต์อื่น ๆ และเงื่อนไขในการส่งสินค้าต้องรวดเร็ว มีสินค้าอยู่ในสต๊อค (หลัง ๆ นี่ผมพบปัญหาบ่อยคือสินค้า ที่ถูก Order มาค้างไว้ แต่ไม่ถูกส่งออกไปให้ลูกค้า ทำให้เราไม่ได้ค่าคอมมิสชั่น)
  • สินค้านั้น ๆ จะต้องเป็นสินค้าที่ “ถูกที่ ถูกเวลา” ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้เป็นหน้าหนาวของฝั่งอเมริกา หิมะตก ผมจะไม่สนใจร้านขายกล้องถ่ายรูปเ่ลย เนื่องจากผมเข้าใจว่า คงไม่มีใครมีอารมณ์ท่องเที่ยวสักเท่าไร และความต้องการในการซื้อกล้องถ่ายรูปก็คงน้อยตามไปด้วย ดังนั้นถ้าร้านขายกล้องถ่ายรูปจะขายไม่ได้ผมก็จะปล่อยมัน เอาเวลาไปทำ SEO ให้กับร้านขายรองเท้าใส่ลุยหิมะดีกว่า (ตัวอย่างเท่านั้นนะครับ)
และการเลือกสินค้า Amazon ยังแบ่งแยกย่อยได้อีกสามกลุ่มด้วยกันคือ
  1. สินค้าราคาถูก กลุ่มสินค้าพวกนี้จะเป็นสินค้าประเภท CD,DVD,หนังสือ,ของใช้ในบ้าน ราคาไม่ถึง 100 USD สินค้าในกลุ่มนี้จะขายค่อนข้างง่าย และขายได้เยอะ โดยที่จะทำตลาดสินค้ากลุ่มนี้เพื่อเร่งจำนวนสินค้า เพื่อให้ค่าคอมมิสชั่นที่ได้มีค่าสูงขึ้น เนื่องจาก รูปแบบของ เปอร์เซ็นต์ ค่าคอมมิสชั่นของ Amazon จะจ่ายแบบเป็นลำดับขั้น กล่าวคือ Amazon จะเพิ่มค่าคอมมิสชั่นให้ตามจำนวนสินค้าที่ขายได้ โดยไม่สนใจว่าสินค้านั้น ๆ จะมีราคาเท่าไร โดยการคิดค่าคอมมิสชั่นจะเริ่มต้นที่ 4% – 8.5% ่ของราคาสินค้า ดังตารางด้านล่าง
    Referral-fee Rates Amazon
    Referral-fee Rates Amazon
  2. สินค้าราคาแพง แต่ไม่ใช่สินค้าที่เป็น Electronic Product สินค้าที่ขายราคาจะประมาณ $150 ขึ้นไป สินค้ากลุ่มนี้จะขายยากหน่อย แต่ถ้าขายได้ในขณะที่คอมมิสชั่นเราอยู่ในเรทสูง ๆ ล่ะก็หายเหนื่อยเลยครับ
  3. สินค้าประเภท Electronic Product โดยสินค้าประเภทนี้จะจ่ายค่าคอมมิสชั่นแบบ Classic Fee Structure กล่าว คือจะจ่ายค่าคอมมิสชั่นเพียง 4% ตายตัวไม่มีเพิ่มแม้ว่าจะขายสินค้ากี่ชิ้นก็ตาม แต่ข้อดีของสินค้ากลุ่มนี้คือเป็นสินค้าที่ขายง่าย ขายออกเร็วส่งเร็ว ถึงแม้ว่าไม่มีลุ้นกับค่าคอมมิสชั่นที่มากขึ้น ผมก็ยัีงต้องขายมันอยู่ดี
สำหรับผมแล้วผมเลือกทำสินค้าทั้งสามตลาดครับ ให้สินค้าราคาถูกเพิ่มคอมมิสชั่นให้เรา และให้สินค้าราคาแพงทำยอดเงินต่อชิ้น สุดท้าย สินค้าอิเล็กทรอนิคส์ ที่ยังไงก็ขายได้ ..

การขายสินค้า Amazon แบบ ไม่เสียเงิืนสักแดง

astore
astore
บทความที่แล้วผมกล่าวถึงการทำเงิืนกับการขายสินค้าให้ Amazon โดยแบ่งออกเป็นสองแบบใหญ่ ๆ คือ
  1. การขายสินค้า Amazon แบบไม่ลงทุนสักแดงเดียว
  2. การขายสินค้า Amazon แบบมีเงินลงทุน
โดยการขายสินค้าทั้งสองแบบจะต้องอาศัยการทำอันดับใน เสริชเอ็นจิ้น หรือ SEO เข้ามาช่วย แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่เป็นการขายสินค้าให้ Amazon โดยไม่ต้องทำ SEO แต่เป็นการขายสินค้าที่ลงทุนสูงแต่ถ้าคุณพบช่องทางแล้ว ลงทุัน 100 อาจได้กลับมา 500 เลยก็ได้ ซึ่งวิธีนี้เรียกว่า PPC หรือ การทำ PayPerClick แต่วิธีนี้ผมจะไม่กล่าวถึงมากเนื่องจากผมทำไม่เป็น ถึงจะทำเป็นก็ไม่เชี่ยวชาญพอที่จะบอกใครได้ เอาล่ะเรามาว่ากันว่าแต่ละแบบเป็นอย่างไร
การขายสินค้า Amazon แบบไม่ลงทุนสักแดงเดียว
เป็นการขายสินค้าโดยอาศัยเครื่องมือของ Amazon ให้มาและการขายสินค้าด้วยเครื่องมือฟรีต่าง ๆ ในอินเตอร์เน็ตที่เอื้ออำนวย เช่น astore ของ Amazon เอง ดั่งเช่นในรูป หรือ ใช้ blog ฟรีที่ยินยอมให้เราทำเพื่อการค้าเช่น Blogger ของ Google เอง แต่ทั้งสองแบบนี้ถึงจะฟรี แต่เชื่อไหมครับว่ามีคนมีรายได้หลายแสนบาทต่อเดือน จากการทำการตลาดด้วยรูปแบบนี้
การขายสินค้า Amazon แบบมีเงินลงทุน
การขายสินค้าแบบนี้มีแยกย่อยอีกหลายแบบ แต่อนุมาณเป็นรูปแบบกว้าง  ๆ ได้สองแบบคือ
  1. แบบทำ SEO อาศัยช่องทางของ Search Engine เป็นช่องทางกระจายสินค้า ออกสู่ีสายตาของลูกค้าเพื่อผลทางการตลาด
  2. แบบไม่ต้องทำ SEO หรือ PPC เป็นการยอมจ่ายเงินค่าโฆษณา เพื่อทำโฆษณาสินค้าที่เราต้องการจะขายเมื่อขายได้แล้ว เอาราคาคอมมิสชั่นที่เราได้มาหักออก จากค่าโฆษณาที่เราจ่ายไปก็จะเหลือเป็นกำไร วิธีนี้เป็นวิธีที่ทำง่าย ได้เงินเร็ว แต่ก็มีความเสี่ยงในการขาดทุนเช่นกัน แต่มันก็ไม่ใช่ว่าไม่น่าทำเพราะความเสี่ยงต่าง ๆ มันควบคุมได้ด้วยตัวเราเอง ถ้าคุณเป็นเซียน PPC คุณก็ “โครตรวย” ได้ด้วยเงิืนเพียงน้อยนิด
- อนึ่งอเมซอนประกาศออกมาว่าห้ามทำการตลาดแบบ PPC เพื่อส่งสินค้าไปที่ Amazon โดยตรง แต่ยังมีการทำโดยการส่งสินค้าไปหน้า Landing Page ของตัวแทนขายที่สร้างขึ้นก่อนจะนำลูกค้าไปที่ Amazon.com อีกต่อหนึ่ง และ สำหรับเว็บไซต์ Amazon อื่น ๆ ที่อยู่นอก อเมริกาและ แคนนาดาแล้ว วิธี PPC ยังคงทำได้ตามปกติ ทั้งสองรูปแบบผมจะอธิบายด้วยภาพเพื่อความเข้าใจง่าย
Landing Page Amazon
Landing Page Amazon
Non Landing Page Amazon
Non Landing Page Amazon
แต่ในสิ่งที่ผมจะกล่าวใน Blog เสียวสมุทรปราการนี้ คงจะเน้นไปที่การทำ SEO ซะเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากบ้านผมจนไม่มีเงิืนลงทุนมาก ๆ และ ไม่เชี่ยวชาญเรื่องเกี่ยวกับ PPC ขนาดสอนหรือบอกใครได้
สิ่งที่จำเป็นในการทำเงินกับ Amazon.com แนวทางแรก ไม่ต้องใช้เงินทุน( aStore และ Free Blog )
  1. ความตั้งใจจริง แน่นอนครับ สิ่งแรกที่จำเป็นต้องมีเนื่องจากเราทำเงินกับการทำ SEO ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่างกว่าที่สินค้าเราจะออกไปสู่สายตาของลูกค้าจนเกิดการซื้อเกิดขึ้น ต้องมีความอึดพอสมควรแต่เมื่อมันดังและทำเงินแล้วก็ไม่ต้องคิดมากล่ะครับ
  2. บัญชีธนาคารกรุงเทพ เอาไว้รับเงินที่อเมซอนจ่ายให้ เป็นการจ่ายแบบ Direct Deposit หรือเข้าบัญชีให้เราโดยตรง
  3. คอมพิวเตอร์ + อินเตอร์เน็ต
  4. สายตากว้างไกลในการดูเทรนและตลาด (อันนี้เป็นคีย์แห่งความสำเร็จเลยครับ)
  5. แอคเค้าตัวแทนขายของ Amazon หรือ Amazon Associates (สมัครกับอเมซอน)
เอาละครับเมื่อสำรวจความพร้อมเรียบร้อยก็มาสมัคร Amazon Associates กันเลย แต่เดี๋ยวก่อน…………การสมัคร Amazon Associates คุณต้องมีเว็บไซต์หรือ Blog อะไรสักอย่างก่อน

จิตวิทยาการเขียนรีวิวสินค้า Amazon สำหรับ หมวด Customer Reviews

วันนี้ผมมี Amazon เทคนิคจากเพื่อนผมคนเดิมจากไทยเสียวบอร์ดมาฝากอีกแล้วครับ
Amazon เทคนิค] จิตวิทยาการเขียนรีวิว สำหรับ หมวด Customer Reviews
ในตลาด Amazon ตอนนี้ มีหลาย Script ที่มีคุณสมบัติ ที่สามารถใส่ Customer Reviews Article ได้
หลายคนถามว่า ทำไมต้องใส่เองด้วย ในเมื่อ API มันก็มีข้อมูลส่วนนี้ ให้ใช้อยู่
จิตวิทยาเขียนรีวิวสินค้า
จริง ๆ มันก็คือว่า ข้อมูลพวกนั้น ที่มากับ API มันเป็นข้อมูลที่ ใคร ๆ เขาก็ใช้กัน คนที่ต้องการซื้อสินค้า เมื่อใส่คำค้นหาลงไป ก็จะพบว่า มีเว็บที่ขายของจากอเมซอน
ขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ เกินกว่า 70%  นั่นจึงเป็นคำตอบว่า ทำไมเราต้องขวนขวายให้ได้มาซึ่งอันดับที่ 1 หรืออันดับต้น ๆ ก็เพราะว่าส่วนหนึ่งมาจาก
เมื่อเขาเปิดดูเว็บที่ 1 แล้ว เก็บข้อมูลใส่สมอง  จากนั้นจึงมาเปิดเว็บดูในอันดับถัดไป และเก็บข้อมูลใส่สมอง จากนั้นก็อันดับถัด ๆ  ไป
หากพบว่า ยิ่งอ่านไป ๆ ก็เจอแต่ข้อมูลซ้ำ ๆ หน้าเดิม ๆ รีวิวเดิม ๆ Comment แบบเดิม ๆ ความรู้สึกในมุมมองของผู้ใช้ ของเว็บที่อยู่ในอันดับท้าย ๆ คือ เว็บขยะ หรือเว็บไร้คุณภาพ
เพราะเขาจะรู้สึกโดยอัตโนมัติว่า เออ… ไปลอกเขามานี่หว่า… ถึงแม้ว่าเว็บอันดับต้นมันก็ลอกเขามาก็ตาม ดังนั้นหากเว็บเรา ตามอันดับเขาอยู่ ก็แนะนำว่า ควรเขียน Reviews เองครับ….
ดังนั้น หากคิดจะเขียน Customer Reviews ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผมก็มี แนวทางแนะนำดังนี้ครับ
  1. เริ่มจาก เล่าประสบการณ์แย่ ๆ จากการใช้สินค้าตัวอื่นมานิด ๆ หน่อย ๆ เช่น
  2. “….. เมื่อหลายเดือนก่อน ผมรู้สึกผิดหวัง กับ ทีวี ยี่ห้อ …… มากเนื่องจากมันไม่ตอบสนองการใช้งานของผม  และมัน … บลา  ๆ ๆ ๆ ”
  3. เริ่มตีหัวเข้าบ้าน
    “……. แต่เพื่อนของผมบอกให้ลองพิจารณาทีวี รุ่น… ยี่ห้อ…. และผมก็ตัดสินใจหาข้อมูลอยู่นาน…..”
  4. เริ่มขายของ
    “…… และเมื่อผมได้มันมาในครอบครอง ครั้งแรกผมประทับใจในรูปแบบการดีไซน์ที่สวยงามและน่าหลงไหล…..”
  5. ยาวไป ๆ
    ” …… และผมยังพบว่า มันตอบสนองการใช้งานของผมได้เป็นอย่างดี มันสามารถทำ นั่น นี่ นู่น และ โน่น…. ได้อย่างฉับไว …. ใส่ข้อมูลไปเยอะ ๆ “
  6. โม้ข้อดีของการมีไว้ (นึกถึง ทีวีขายของตอนดึก ๆ)
    “…. มันช่วยให้ลูก ๆ ผมอยู่ติดบ้าน และเราเป็นครอบครัวอีกครั้ง ภรรยาผม ได้ดูทีวีซีรี่ย์โดยไม่บ่นอีกเลย เพื่อน ๆ ผมก็แวะเวียนมาดูฟุตบอลบ่อย ๆ บ้านเราก็กลายเป็นที่รักของชุมชน แถมผมยังสามารถใช้ต่อ Computer ท่องโลก Cyber ในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมซื้อเครื่องนึงให้แม่ยาย ภรรยาผมประทับใจมาก และ แม่ยายก็ไม่ค่อยมาหาเราเหมือนแต่ก่อน (อันนี้ท่านก็ใส่ไปนะครับ)”
  7. สุดท้ายปิดการขาย
    “…. ไม่น่าเชื่อว่าทั้งหมดผมซ์้อมาในราคาแค่ …..$ จากร้าน…… หรือ ตาม link นี้ (ได้โปรดอย่าเอา Link นี้ไปเผยแพร่นะรู้แค่คุณกับผม – แน่ะ มีทำให้ดูลึกลับซะด้วย) ผมคิดว่า เจ้าทีวี…. เป็นของที่ทุกคนต้องมีไว้ติดบ้านเลยนะครับ (A must have item) เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก หากคุณจะมีไว้ซักเครื่องนึง